ไหนๆ วันนี้ก็เป็นวันพ่อแล้ว ก็เลยอยากจะนำเสนอแง่มุมอะไรอีกสักอย่างให้ได้อ่านกัน

 

พ่อแม่ เพื่อน แฟน กลุ่มคน 3 กลุ่ม ในชีวิตของคนๆ หนึ่ง

สำหรับเรา เรา "ยังมี" และ "เคยมี" แต่ละกลุ่มคนเหล่านี้ กลุ่มที่ยังมี คือ เพื่อนและแฟน

แต่กลุ่มที่ "เคยมี" คือพ่อแม่

 

บางคนอาจจะบอกว่า แค่มีแฟนของเราคนเดียว สิ่งอื่นบนโลกนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว

หรือบางคนบอกว่า มีเพื่อนอยู่ทั้งคน ก็ไม่จำเป็นจะต้องสนใจพ่อแม่

หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่ง...ก็คือแต่ละกลุ่มสามารถทดแทนอีกกลุ่มได้..ประมาณนั้น

แต่สำหรับเราซึ่งผ่านการที่คนกลุ่มหนึ่งหายไปจากชีวิต...โดยที่เอาคืนกลับมาไม่ได้เลยนั้น

อาจจะเป็นแค่ความเห็นของเราคนเดียว แต่เราคิดว่าไม่มีกลุ่มใดสามารถทดแทนอีกกลุ่มได้เลย

เพราะอะไรน่ะหรือ...คำตอบง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดิน คือ "ความแตกต่าง"

ถ้ามองเผินๆ แน่นอนว่าแค่สถานภาพก็ย่อมแตกต่าง เพื่อนไม่ได้เป็นคนทำให้เราเกิดมานี่

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีก ความรู้สึกเองก็แตกต่าง

 

วันนี้ก็เลยอยากจะพูดถึงกลุ่มคนที่สำคัญมาก คือ "พ่อแม่"

 

เรายอมรับว่า เมื่อก่อนตอนที่ยังมีพ่อแม่ เราดื้อ เราเถียง เราไม่เชื่อฟัง

บางครั้งดื้อมากถึงขั้นโดนตบหน้าก็เคยมาแล้ว ทั้งจากพ่อและแม่

แต่ในใจลึกๆ เราก็รู้สึกว่ายังไงเราก็รักเพราะท่านคือผู้ให้กำเนิด ดูแลเรามาตั้งแต่ยังไม่ทันจะออกมาจากท้องเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่กลัวมากที่สุดไม่ใช่ผี แต่คืออนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือถ้าไม่มีพ่อแม่ เราจะเป็นยังไง

อาจเป็นเพราะทั้งพ่อและแม่เองก็เคยพูดกับเรามาตั้งแต่เด็กๆ เวลาเราดื้อมากๆ

ว่า "ถ้าไม่มีพ่อ และ/หรือแม่ แล้วจะเสียใจนะ"

แน่นนอนว่าเรื่องอย่างนี้คงไม่มีใครคาดการณ์ออกมาในทางบวก

แต่เพราะไม่เคยประสบ ก็คิดได้แค่ว่า คงจะเสียใจมากหลังจากที่ตาย ร้องไห้ๆ และฆ่าตัวตายตาม เพราะไม่รู้จะอยู่ไปเพื่อใคร

ซึ่งในความจริงแล้วข้อหลังคงจะทำไม่ได้ เพราะท่านคงจะเสียใจที่เราทำแบบนั้น

 

แต่พอได้ประสบเข้าจริงๆ แล้ว คำว่าเสียใจ มันมากกว่าความเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสีย

นอกจาก นั้นยังรวมไปถึงความทุกข์ทรมาน ความเหงา ความรู้สึกที่ขาดหายไป โอกาสที่ผ่านเข้ามาแต่ไม่สามารถฉวยเอาไว้ได้เนื่องจากไม่มีพ่อแม่ที่คอย สนับสนุนหรือดูแลเราต่อไป ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เพื่อนหรือแฟน ต่อให้พยายามยังไงก็ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะมันต่างกัน

และที่แย่ ที่สุด คือความเสียใจที่ว่าทำไมเราถึงปล่อยให้โอกาสที่จะทำดีกับท่านหลุดลอยไปขณะ ที่ท่านยังมีชีวิต และสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เราทำ

 

ไม่มีใครที่จะดูแล ใส่ใจเรา สนใจจะจดจำเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรา หรือเห็นคุณค่าในตัวเราได้มากเท่าพ่อแม่

ปัจจุบันนี้เราอยู่กับป้าและยาย เสียงเปียโนของเราจากที่เคยมีคนปรบมือให้ กลับกลายเป็น "หนวกหู" และ "ไร้สาระ"

ใครที่เล่นดนตรี หรือต้องแสดงอะไรต่อหน้าผู้คน จะเข้าใจดีว่าเสียปรบมือและความสุขของคนดู มีค่ากับเราขนาดไหน

ถ้าคนดูมีความสุขจากสิ่งที่เราทำให้ แค่นี้เราก็มีความสุข พอใจแล้วล่ะ

แต่เมื่อมีคนมาวิจารณ์เราว่า "หนวกหู" และ "ไร้สาระ" ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยฟังเราเล่นด้วยซ้ำ

มันเหมือนกับเอามีดพันเล่มมาแทงซ้ำๆ ที่กลางอก

 

ปัจจุบัน นี้ที่บ้านไม่เคยมีใครจดจำเรื่องราวของเราได้ทั้งๆ ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน วันเกิดไม่มีคนอวยพร ไม่มีใครทำการ์ดให้ แทบไม่มีใครจะสนใจไถ่ถามเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเราเลย

มีสอบ ก็ไม่มีใครรับรู้ ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือกองพะเนินเท่าภูเขาแบบให้เห็นชัดๆ ขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าอีกสักพักจะสอบนะ

โดยที่ไม่อยากบอกตรงๆ ว่า ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งขัดจังหวะนะ

ก็ยังไม่มีใครสนใจ ยังโดนใช้ให้ทำโน่นทำนี่ระหว่างอ่านหนังสือ ราวกับว่ามีเวลาว่างตลอด 24 ชั่วโมง

แต่แม่ไม่เคยขัดจังหวะเราอ่านหนังสือสอบ แม้กระทั่งเมื่อก่อนเวลาเราดูหนัง แม่ก็จะบอกว่าดูให้จบก่อนแล้วค่อยมาช่วยนะ

แม้กระทั่งวันสอบจริง ก็ยังไม่มีใครที่บ้านจำได้

 

เวลาเศร้าเสียใจ หรือมีเรื่องอะไร ก็ไม่สามารถปรึกษาด้วยได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สนิทใจ ยังไงก็เปิดอกให้รับฟังเหมือนพ่อแม่ไม่ได้หรอก

บางเรื่องอาจจะเอาไปปรึกษาเพื่อนหรือแฟนก็ได้ แต่บางเรื่องก็อยากจะปรึกษาพ่อแม่ แต่ก็ไม่มีให้ปรึกษาแล้ว

นอกจากนี้ยังไม่มีคำปลอบใจ ซ้ำร้ายบางทียังโดนว่าเรื่องอื่นซ้ำด้วย ทั้งๆ ที่ก็น่าจะรับรู้ความทุกข์ของเราได้จากสีหน้า

พ่อกับแม่รับรู้ความรู้สึกจากสีหน้าของเราได้เสมอ

หรือ บางทีทนไม่ไหวถึงขั้นร้องไห้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแทบจะไม่ทำต่อหน้าคนอื่น ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า โดนสั่งให้ไปไกลๆ อย่ามาร้องไห้ให้เห็น ไม่ชอบ

ไม่มีอีกแล้ว คนที่จะกอดเรา หอมแก้มเรา หรือชมว่าเราเก่งอย่างใจจริงเมื่อเราทำอะไรได้สักอย่าง

ไม่มีใครเรียกเราว่า "ตัวเล็ก" หรือ "เจ้าหวาน" ด้วยความรักใคร่เอ็นดู

ไม่มีคนที่จะลูบหัวเรา และทำให้เรารู้สึกดีได้แบบนั้น

และอีกหลายเรื่องที่นับไม่ถ้วน จนกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ของความรู้สึกที่ขาดหายไป

 

ปัจจุบัน นี้ เวลาได้ยินข่าวว่าพ่อหรือแม่ของเพื่อนเสียชีวิต เรามักจะอดไม่ได้ที่จะร้องไห้...เพราะรู้สึกสงสารเพื่อนมาก ว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง ต้องเสียใจ และทุกข์ทรมานแค่ไหน กับการที่คนที่เคยอยู่กับเรามาตลอด คนที่ทำให้เรามีชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ อยู่ๆ ก็หายไปจากชีวิตเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเราที่เป็นลูกคนเดียว ความเหงามันยิ่งทวีคูณ

 

ใคร ที่ยังมีพ่อแม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขอร้องเถอะนะ ถึงบางครั้งท่านอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกับเรา ท่านก็ทำไปด้วยความเป็นห่วง อธิบายเหตุผลให้ท่านฟังดีๆ ก็ได้ เพราะท่านทั้งสองเป็นคนที่รักเรามากที่สุด ท่านถึงได้ทำแบบนั้น

 

ตอนนี้ยังไม่สาย....รักพ่อแม่ให้มาก และทำดีกับท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ตราบใดที่ยังมีโอกาสเถอะนะคะ

 

พ่อ ขาแม่ขา อยู่บนสวรรค์อย่างมีความสุขเถอะนะ ถึงจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคหรือต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่ลูกคนนี้ขอสัญญาว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด แล้วสักวันเมื่อถึงเวลา เราทั้งสามพ่อแม่ลูกก็จะได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบรัวพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่ง

 

รักพ่อกับแม่นะคะ....

น้ำหวาน

จากใจ...เด็กซิ่วสามปี

posted on 05 Dec 2011 09:08 by isorami

เอนทรีนี้จริงๆ แล้วมาจากโน้ตที่เราเขียนลงเฟสของเราให้เพื่อนๆ และคนรู้จักอ่านค่ะ พอเห็นว่ามีคนชอบเยอะเลยคิดว่าน่าจะเอามาแบ่งปันในนี้ด้วย เผื่อใครที่กำลังคิดจะซิ่ว ไม่เข้าใจความหมายของคำว่าซิ่ว หรือด้วยเหตุผลอื่นก็แล้วแต่ ทั้งนี้จขบ. ไม่ได้มีเป้าหมายจะชักชวนหรือแนะนำให้ซิ่วแต่ประการใดนะคะ แค่ต้องการนำเสนอความรู้สึกและแง่มุมบางอย่างที่บางคนอาจจะไม่เคยรู้หรือไม่เข้าใจ เพราะจริงๆ ถ้าจขบ.เลือกได้ ก็ไม่อยากทำหรอกค่ะ

ขอบคุณค่ะ m(_ _)m

 

(สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าเราเป็นเด็กซิ่ว หรือคนที่รู้แล้วแต่ยังไม่รู้เบื้องหลังเบื้องลึก)

ตอนที่ 1 : ความทรมานของเด็กจบสายวิทย์แต่หัวใจศิลป์

 

ก่อนหน้านี้...ตอนที่ยังเรียนวิทยาคอมอยู่ที่พระจอม เราเคยบ่นตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมสองแล้วว่าชักอยากซิ่ว

แต่แม่ก็ยังคอยบอกอยู่เสมอว่า ถ้าลูกพยายาม ยังไงก็ทำได้

เราก็เชื่อแม่ แต่ในใจอีกด้านหนึ่งกลับเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง...ว่าทำได้จริงเหรอ

ใจนึงก็ชอบคอมอยู่หรอก แต่หัวมันไม่ให้เนี่ยสิ...ปัญหาใหญ่

 

ในที่สุดก็ผ่านวิชา Math I หลังจากที่ต้องดรอปไปเรียนใหม่อีกหนึ่งรอบด้วย "D"

วิชาฟิสิกส์ก็ดรอป จะดรอปไปถึงไหน...

ปีสองเทอมหนึ่งก็ยังบ่น ปีสองเทอมสองก็ยังบ่น อ๊ากกกก ทำไมไม่ผ่าน Math II สักที

เรียนพิเศษก็แล้ว พยายามทำแบบฝึกหัดก็แล้ว กลางภาคก็ยังออกมา "0 คะแนน"

 

ดรอปแล้วดรอปอีก มีแต่พวกวิชาสังคมกับภาษาอังกฤษของคณะศิลป์ศาสตร์เท่านั้นแหละที่ได้ A

วิชาภาคงี้เลี้ยงแมวเลี้ยงหมาสนุกสนาน เห็บหมัดเต็มตัวไปหมดแล้ว

ถ้าได้ A ก็มีอยู่วิชาเดียว ซึ่งเป็นวิชาจำ กับเขียน Flow Chart และ Pseudo-Code นิดหน่อย

จนกระทั่งผลของปีสองเทอมสองออกมา ก็เลี้ยงปลาววิชาโครงสร้างไฟล์ไปตัวนึงจนได้ "F" เต็มๆ

เพราะเป็นวิชาคำนวณอีกเหมือนกัน....ยังดีนะที่ไปเรียนภาษาจีนกับวิศวะช่วยดึงเกรดไว้

 

ก่อนหน้านี้เคยล้อเล่นกับแม่ ว่าถ้าได้ F แม้แต่ตัวเดียวจะซิ่วเพราะมันน่าอาย ไม่ใช่อายคนอื่นหรอก อายตัวเองที่สุด

ความรู้สึกเมื่อได้เห็น F ตอนนั้น ชักเริ่มอยากทำจริงขึ้นมาแล้ว...

ปีสามเทอมหนึ่ง ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น วิชา UNIX สอบเก็บคะแนนได้ 2/10

วิชา Math II ซึ่งก็ยังคงไม่ผ่าน ก็ยังได้ "0" ตอนกลางภาคเหมือนเดิม คงเป็นเพราะชอบกินไข่

 

ณ...ตอนนั้นเอง ชักเริ่มรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว...ถ้าอยู่ต่อไปต้องไม่จบแน่ๆ อาจจะทะลุเป้าเรียนแปดปีสูงสุดเกินกว่านั้นรีไทร์ก็เป็นได้

"ทำยังไงดีล่ะ?"

 

ตอนที่ 2 : เอาวะ ยอมจบแก่ก็ได้!

อย่ากระนั้นเลย ไปดูกันดีกว่า สามปีผ่านมาแล้ว เด็กเดี๋ยวนี้เขาต้องสอบอะไรกันบ้าง

เปิดคอมดูแล้วเจอ GAT-PAT มันคืออะไรกันนี่?! ของเรามีแต่ O-NET กับ A-NET ไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย

 

เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน คำถามคือจะซิ่วไปที่ไหนดี

ถ้าแม่จะยินยอม ก็เหลืออยู่ที่เดียวแหละนะ และเป็นคณะที่เราคาดว่าน่าจะเรียนต่อไปได้ (ถ้าติด) นั่นคือ "อักษรฯ จุฬาฯ"

 

คิดไปพลางนึกในใจ ถ้าเชื่อแม่ว่าให้เรียนศิลป์-ญี่ปุ่นแต่แรกอาจจะไม่ต้องจบแก่งั่กแบบนี้

แต่ทำไงได้ ตัดสินใจไปแล้ว คิดมากไปก็เท่านั้น

 

เอาละ ถ้าจะสอบเข้าอักษร ต้องทำยังไงบ้าง

ไม่มียื่นภาษาอังกฤษแฮะ ถ้าจะสอบแล้วยื่นเลขก็เหมือนกับฆ่าตัวตายชัดๆ

ก็เหลืออยู่ทางเลือกเดียว นั่นคือยื่น "ญี่ปุ่น"

ปัญหาคือเรียนพิเศษญี่ปุ่นชั้นต้นข้างนอกจบมาแบบกระท่อนกระแท่นตั้งแต่ประมาณม.5 นั่นเท่ากับทิ้งไปห้าปี

แกะแพะอะไรนั่นก็เหลือสอบอีกรอบเดียวตอนเดือนตุลา ตอนนี้เดือนกรกฎา

เพราะฉะนั้นเหลือเวลาอีกแค่สามเดือนเท่านั้นที่จะเตรียมตัว

 

ว่าแล้วก็กลับไปที่โรงเรียนญี่ปุ่นแล้วลองสอบเทียบดู ว่าความรู้ญี่ปุ่นหลงเหลืออะไรบ้างมั้ย

ปรากฏว่าลดลงไปหกระดับ เหลืออยู่แค่เลเวล 4 จากทั้งหมด 10 เลเวลเอาล่ะสิ จะทันมั้ยเนี่ย...

ไม่เป็นไร เรียนพิเศษไปด้วย อ่านเองไปด้วยก็ได้

สอบวัดระดับก็ยังไม่เคยสอบ มีแต่หนังสือเตรียมสอบ (แล้วซื้อมาทำแพะอะไร)

ระหว่างก็บอกแม่ว่าเพราะไม่อยากลืมญี่ปุ่น และอยากไปลองข้อสอบลองฝีมือดู (ขอโทษนะคะแม่)

 

ในที่สุดเดือนตุลาก็มาถึงจนได้ ญี่ปุ่นในหัวก็พอมีบ้าง แต่ GAT นี่ยังไม่เข้าใจเลยว่าข้อสอบเชื่อมโยงมันทำยังไง

เอาเถอะ....ไปสอบ PAT ญี่ปุ่นก่อนละกัน สอบที่สวนนนท์ด้วยดีมาก จะได้ไม่ต้องลำบากหาห้องให้เหนื่อย

คืนก่อนสอบไหว้เสด็จปู่ร. 5 ที่บ้านด้วย ว่าขอซิ่วเถอะนะคะ ถ้าผ่านจะเอากุหลาบสีชมพู 99 ดอกไปถวายเลยค่ะ

แต่งชุดม.ปลายไปสอบด้วย อุตส่าห์ขุดมาจากบ้าน ก็ไม่อยากเด่นอ่ะ โชคดีมีรองเท้าคัตชูที่เนียนเป็นรองเท้านักเรียนได้

สอบเสร็จกลับมาปวดหัวมาก จะรอดมั้ย???

 

จนกระทั่งวันสอบ GAT ใกล้เข้ามา ชักเริ่มท้อใจแล้ว จะล้มเลิกแผนการที่ซิ่วดีมั้ยนะคืนก่อนสอบ

วัดดวงเอาหนังสือข้อสอบรอบแรกมานั่งเทียนพิจารณาอีกรอบเอ๊ะ....ชักเริ่มเข้าใจ ลองทำเองในหัวดู เอ้อ..ถูกเว้ย!

ขอบคุณอาจารย์ที่ให้เขียน Diagram เชื่อมโยงโครงสร้างโปรแกรมตอนเรียนอยู่บ่อยๆ

ไม่ยักกะรู้ว่ามันเอามาใช้ด้วยกันได้ด้วย เอาละ เริ่มมั่นใจแล้ว

 

วันรุ่งขึ้นแต่งชุดม.ปลายไปสอบเช่นเคย คราวนี้ต้องไปสอบที่โรงเรียนปากเกร็ด เพราะสวนนนท์เต็ม

ข้อสอบมาก็นั่งทำพาร์ตเชื่อมโยงไปอย่างชิวๆ เก็บทุกคีย์เวิร์ดที่ขวางหน้าเสร็จแล้วก็นอนฟุบสบายแฮ

โชคดีจริงๆ ที่เพิ่งเข้าใจเมื่อคืน เกือบไม่ทันแล้วมั้ยล่ะเอ็ง

ต่อจากนั้นเป็นภาษาอังกฤษ เอ้อทำไมมันง่ายขึ้นกว่าของรอบหนึ่งที่เอามาอ่านเยอะเลยแฮะ

วันนี้เป็นวันดีกว่าที่คิด....

สอบเสร็จมีเด็กมาถามด้วย ว่าพี่อยู่ม.5 หรือม.6 คะ เลยตอบกลับไปตรงๆ เลย ว่าพี่อยู่ปีสามแล้วค่ะน้อง

เลยเล่นเอาคนถามอึ้งไปเลย...

 

หลังจากที่สอบเสร็จก็เหลือแต่คอยผล ทรมานชะมัด

ผลออกมา PAT ญี่ปุ่น ได้ 210 ว่าแต่มันน้อยไปหรือเปล่านะ แต่เอาเถอะมีเวลาเตรียมตัวนิดเดียวแค่นี้ก็ดีแล้ว

แต่ GAT พาร์ตเชื่อมโยงได้เต็ม! บร๊ะเจ้า! แค่อ่านคืนเดียวเนี่ยนะ

มารู้ทีหลังว่ารอบนั้นออกมา 41 ข้อจากเดิม 40 ด้วย ไม่รู้หรอกว่าต้องตอบกี่ข้อ แค่เก็บให้หมดๆ อ่ะ

GAT ภาษาอังกฤษได้ 125 รวมเป็น 275 สินะ อื้ม...ก็ดีแล้วล่ะนะ

โทรไปเม้าท์ความดีใจกับวิวซึ่งจากเพื่อนอาจกลายเป็นรุ่นพี่คณะได้ในภายภาคหน้า (ถ้าติด)

 

จากนั้นก็ต้องยื่นคะแนนสมัครรับตรงไป เลือกอันดับหนึ่งอักษร ยื่นญี่ปุน อันดับสองรัฐศาสตร์ IR จุฬาทั้งคู่

แต่ก็ยังแอบกลัวนิดๆ เกรดจบวิทย์ของเราแค่ 3.48 เองนะ

ไม่รู้มันแล้ว เสี่ยงไปเลยละกัน

แล้วก็เพียรเฝ้าเว็บบอร์ดอักษรทุกวี่ทุกวัน จนกระทั่งรู้ว่ากำหนดการคือประกาศผลวันที่ 4 มกรา อีกนานเลย...

 

แต่ว่า....

ในวันที่ 29 ธันวา เปิดเข้าไปดูเว็บบอร์ด มีคนมาตั้งกระทู้ว่าประกาศผลรับตรงจุฬาแล้ว

เป็นไปไม่ได้.... ประกาศก่อนกำหนดเรอะ! (วันนั้นเพิ่งเอากุหลาบ 99 ดอกไปถวายร.5 ด้วยเผื่อฟลุ๊ค)

คงกะให้ไม่ต้องทรมานช่วงปีใหม่ละมั้ง คิดแล้วก็เข้าเว็บล็อกอินไปดูผลดีกว่า....

 

 ตอนที่ 3 (สุดท้าย) : ที่เปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน

"ผ่านการคัดเลือก" คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เท่านั้นแหละ....

เอาหัวฟาดกับโซฟาไม่ยั้ง นึกว่าโดนลูกตาตัวเองหลอกเข้าให้

ต่อจากนั้น น้ำตาก็พรั่งพรูออกมาไม่หยุด พร้อมทั้งหัวเราะไปด้วย

ยิ้มทั้งน้ำตาราวกับคนบ้า.....จนโดนแม่ด่า

 

รู้นะว่าบางคนแอบคิดว่าเยอะไปมั้ย...แต่ความรู้สึกตอนนั้นอ่ะนะ

"กุหลุดจากคุกแล้วโว้ยยยย!!!"

จากเดิมที่นึกว่าจะติดลูปเรียนๆดรอปๆวิชา Math ไปตลอดกาล

จากที่ต้องร้องไห้ด้วยความเครียดเป็นระยะๆ F ก็ติด ตัวนั้นก็ยังไม่ผ่าน ตัวนี้ก็ยังไม่ผ่าน

เครียดว่าจะเรียนจบมั้ย หรือจะโดนรีไทร์ไปซะก่อน ไหนจะแม่เป็นมะเร็งอีก ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วจะทำยังไง

แค่คำว่า "ผ่านการคัดเลือก" มันเหมือนกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาใส่ตัว แล้วดึงเราขึ้นไปบนฟ้าไม่กลับมาอีกเลย

(ใครเคยดูหนังเรื่อง Powder น่าจะเข้าใจ)

 

เอาละ เดินหน้ามาถึงขนาดนี้แล้ว แต่ก็ลองไปถามคำแนะนำจากเพื่อนคนอื่นก่อน

โดนด่าบ้าง มีเตือนแต่ก็ให้ลองตัดสินใจดูเองบ้าง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ตัดสินใจโทรทางไกลไปหาบิอังก้า เพื่อนสาวใจดีชาวเม็กซิกันที่เจอกันตอนไปเวิร์กที่อเมริกา

ถาม ไปว่า อยากซิ่วนะ แต่เรียนมาตั้งสามปีแล้ว ถ้ากลับไปซิ่วอีกนั่นก็คือต้องเริ่มเรียนใหม่อีกสี่ปี ควรจะทำยังไงดีแต่คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้เราตัดสินใจได้

"You just waste another 4 years, rather than wasting the rest of your life doing something that you don't like."

จริงมากกกกกก..... ซิ่วดีกว่า

 

เท่านั้นแหละ แค่การตัดสินใจแค่ครั้งเดียว ก็ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนได้

พอบอกแม่ แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว เพราะดูเหมือนจะเข้าใจ ว่าถ้ามันยังไหวอยู่คงไม่ไปบ้าสอบอะไรอย่างนี้หรอก

พอเพื่อนคนอื่นรู้ ก็โดนด่าว่าบ้าบ้าง บ้างก็บอกว่าใจเด็ด ใจกล้าดีนะ บ้างก็บอกว่าเมิงจบช้ากว่ากุตั้งเยอะนะเฮ้ย

 

แต่ไม่เป็นไรหรอก ครั้งนี้เรามั่นใจว่าเราคิดไม่ผิดแน่นอน ใครจะว่าหรือจะชม ก็คือชีวิตของเรา

จบช้าหน่อย...ก็ไม่เป็นไร เพราะจากการทำงานพิเศษก่อนหน้านี้ บอกได้เต็มปากว่า "ชอบเรียนมากกว่าค่ะ"

แต่ก็ยังทำงานพิเศษอยู่ดีแหละนะ 555

 

และ อีกอย่าง ถ้าเราไม่ซิ่ว ตอนนี้เราก็อาจจะไม่ได้เจอเพื่อน เจออาจารย์ทุกคน ไม่ได้เข้า CU Chorus ที่ใฝ่ฝันตั้งแต่ม.ปลายว่าอยากเข้าถ้าติดจุฬา คงต้องร้องเพลงโซโล่ต่อไปซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ค่อยชอบ ร้องคนเยอะๆ มันสนุกกว่าเยอะ ไม่ได้เจอแรงบันดาลใจที่สำคัญที่ยังคงทำให้มุมานะเรียนญี่ปุ่นมาจนถึง ปัจจุบันนี้ และอะไรหลายๆ อย่าง ที่ไม่อาจประเมินค่าได้

 

จนกระทั่งตอนนี้หลังจากที่ไม่มีแม่แล้ว จุฬาฯ ได้กลายเหมือนเป็นบ้านสำหรับเรา และทุกคนคือครอบครัว

เปิดเทอมช้า รู้สึกได้เลยว่าเหงามาก...เหมือนโดนพรากจากครอบครัวสุดที่รักไป

 

สุดท้าย.... วันที่ 13 ธันวาเจอกันนะทุกคน!

(เรื่อง จริงเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า กรุณาเจียมบอดี้ในการเลือกคณะเรียนต่อมหาวิทยาลัย อย่ามัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ ด้วยความ "ชอบ" เพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้นอาจจบแก่แบบอิชั้นได้ (ถ้าทำได้ก็ขอซูฮกคารวะให้หนึ่งทีเลยเอ้า))

 

จบค่ะ... ขอปิดซีรีส์ "จากใจ...เด็กซิ่วสามปี" มา ณ ที่นี้ด้วย

 

 

เมื่อวานไปสอบวัดระดับมาค่ะ
ดีใจมากที่สอบที่จุฬา แถมยังเป็นตึกบรมราชกุมารี คุ้นเคยกันดีเพราะขึ้นๆลงๆอยู่ทุกวัน ไม่ต้องเหนื่อยหาห้องสอบ แถมยังรู้ด้วยว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน แต่พอมาจัดสอบวัดระดับแล้วรู้สึกว่าแคบไปนิดกับจำนวนผู้เข้าสอบ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงจัดที่อาคารเรียนรวมมธ. เพราะมันกว้างกว่าเยอะ หายใจหายคอสะดวกดี จัดการง่ายว่าเพราะทุกระดับสอบตึกเดียวกันหมด ไม่ต้องแยกไปสอบอีกไกลที่คณะวิทย์เหมือนรอบนี้

จขบ. เลือกสอบระดับ N2 ค่ะ สอบเป็นครั้งที่สอง เพราะครั้งแรกไปลองสอบตอนปีหนึ่งเทอมสองปรากฏว่าไม่ผ่าน เนื่องจากติดงานทำสูจิบัตรคอนเสิร์ตของชมรมด้วยเลยไม่ได้อ่านอะไรไป แต่คราวนี้ฟิตเต็มที่ แกรมมาร์เล่มแดงเกือบ 200 หัวข้อจำได้ประมาณ 99% ทำข้อสอบระบบเก่าย้อนหลัง 2006-2008 ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก ตบท้ายด้วยแบบฝึกหัดเก็งระบบใหม่อีก 500 ข้อ ทั้งหมดเป็นเวลาสองเดือนเต็มๆ กับที่เลื่อนเปิดเทอมรอน้ำลด
 
แต่พอไปสอบแล้ว...รู้สึกเลยว่า ตรูจะอ่านไปทำไม ''Orz
 
เพราะที่อ่านไปแทบไม่ออกเลย แถมยังมีอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนออกเยอะมาก คันจิงี้เล่นเอา N1 มาออกด้วย แล้วเค้าจะทำได้ยังไงกัน T^T
 
ดีขึ้นหน่อยตรงที่ทำไม่ทันน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ก็คิดซะว่าถือเป็นพัฒนาการละกัน และจากประสบการณ์การสอบทั้งสองครั้ง  ได้เรียนรู้แล้วว่า "ห้ามข้ามข้อไว้ทำทีหลัง" เด็ดขาด! เพราะเป็นสาเหตุหลักเลยที่จะทำให้ทำไม่ทัน สงสัยคงต้องมองแล้วกา มองแล้วกา ลุยดะไปเลย เชื่อความคิดแรกดีที่สุด ข้อไหนยังไม่แน่ใจให้วงไว้ แต่ขอให้ฝนคำตอบไว้ก่อน ไม่งั้นคงต้องกลับมาฝนข้อที่เหลือเป็นข้อสามทั้งหมดแบบเรา T^T

จริงๆ ไอ้ที่มองแล้วกาน่ะ ตอนทำข้อสอบเก่าทำได้นะ แต่ทำไมระบบใหม่มันออกมาแล้วทำไม่ได้แบบนั้นบ้าง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะโจทย์ที่มีคันจิอะไรก็ไม่รู้ออกมาด้วย เลยต้องนั่งงงกันสักพักใหญ่ คงอยากให้เราเดาความหมายจากรากละกระมัง แต่มันไม่มีเวลาขนาดนั้นน่ะสิ

บทอ่านก็ไม่รู้จะเยอะไปไหน แถมคันจิที่ไม่รู้อีกเป็นเบือเลย เห็นแล้วแทบอ้วกตาลายมาก

จากการที่พิมพ์มาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า คำว่า "คันจิที่ไม่รู้" มีเยอะมาก มั่นใจว่ายังไงส่วนใหญ่คงเป็นของ N1 แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงสามารถชี้ให้เห็นว่า ข้อสอบระบบใหม่เน้นให้เดาความหมายจากคันจิมากขึ้น ส่วนตัวไหนเดายากเมพก็ให้หมายเหตุเป็นนิยามความหมายมาให้ (แต่บางทีก็ไม่ช่วยเพราะแปลนิยามไม่อออก)
 
ถ้าจำลองเป็นสถานการณ์ก็คงเหมือนเวลาเราอ่านหนังสือ ตัวไหนพอเดาได้ก็เดา ส่วนเดาไม่ได้จริงๆ ก็เปิดดิกต์เอา ประมาณนั้น

ว่ากันว่าระบบใหม่ที่ปรับปรุงเนื้อหาข้อสอบก็เพื่อวัดความสามารถในการใช้ภาษาได้จริงมากขึ้น มากกว่าเน้นการท่องจำอย่างเดียว ลดข้อที่เป็นไวยากรณ์ คำศัพท์และคันจิลง แล้วไปเพิ่มบทอ่านให้มากขึ้น

จริงๆ พูดถึงก็ดีนะ เพราะยังไงในชีวิตประจำวัน เวลาไปเจอภาษาญี่ปุ่นที่ไหนมันคงไม่มาเป็นประโยคเดี่ยวๆ หรอก ยังไงมันก็มาเป็นบทความยาวพรืดอยู่ดี อืม....สมจริงดี แต่แอบงอนตรงพาร์ทคันจิเนี่ยแหละ สงสัยคราวหน้าคงต้องเตรียมอ่านของ N1 ไปด้วยท่าจะดี (แต่คงสอบ N2 เหมือนเดิมเพราะคิดว่ายังไงก็ไม่ผ่าน)

แต่ก็แอบคิดถึงระบบเก่าอยู่ดีละนะ เพราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปสอบดีก็ท่องเท่าที่จะทำได้ แต่มันก็เข้าข่าย...ใครความจำดีสุดเอารางวัลชนะเลิศไป วัดไม่ได้ว่าเอ็งท่องเก่งแต่ใช้เป็นหรือเปล่า

สรุปว่า....ตรูท่องเก่งแต่ใช้ไม่เป็นใช่มั้ยนี่ ฮือออ T^T
(เอาเงินค่าสอบกับค่าหนังสือเตรียมสอบเค้าคืนมานะ หมดไปสี่ห้าพันเลย)
 
พาร์ทฟังที่กลัวที่สุดกลับกลายเป็นว่าเป็นพาร์ทที่ทำได้มากที่สุด แต่ก็ไม่รู้จะถูกอีกหรือเปล่าอ่ะนะ เพราะแอบเหลียวมองคนสอบรอบๆ ตัวแล้วตอบไม่ค่อยจะเหมือนกันเลย 555 แต่ก็รู้สึกดีที่ทักษะการฟังเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเยอะ (ขอบคุณวิชาการฟังและคอร์สพิเศษของอิคุมิเซนเซด้วยค่ะ) แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเปรียบเทียบความเร็วที่พูดของข้อสอบรอบนี้กับข้อสอบเก่า ทำไมมันเร็วพอๆ กับระดับหนึ่งเก่าเลยอ่ะ แถมตรงคำตอบชอบรวบคำด้วย ฟังออกทุกอย่างแต่ตรงคำตอบดันไม่ได้ยินแล้วเค้าจะตอบยังง๊ายยย สงสัยคนออกมันคงคิดว่า สถานการณ์จริงคงไม่มีความเร็วแบบระดับสองเก่าให้ได้ยินหรอกมั้ง (งี้ตรูไปสอบ N1 แล้วทำฮาราคีรีกลางห้องสอบด้วยความอับอายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า)
 
ชึ่ยยยยยย ถ้าชั้นได้ไปไบโตะกับนัตสึกิเซนเซเมื่อไหร่นะ ชั้นจะตักตวงความเมพในการฟังให้ถึงที่สุดเลยทีเดียว (รายนั้นคนโอซาก้า พูดสำเนียงคันโตกับเราก็จริงแต่เหมือนจะติดความเร็วโอซาก้าอยู่มาก อย่างงี้ยิ่งกว่าระดับหนึ่งอีก 555)
 
แต่แค่นี้ชั้นก็ไม่ยอมแพ้หรอกเฟร้ย คราวหน้าชั้นจะต้องผ่านแบบมั่นใจให้ได้ (รอบนี้ถ้าผ่านถือว่าฟลุ๊คไปละกัน แต่ก็ขอให้ไอ้ที่อ่านๆ มาไปช่วยตอนเปิดเทอมก็ดี รู้สึกไม่อยากเสียเปล่าอ่ะ งิงิ)
สามเทอมผ่านไป ไวเหมือนโกหก แปบเดียวเดี๋ยวก็จะปีสามแล้ว รู้สึกเหมือนเพิ่งจะซิ่วเลยแฮะ เทอมนี้ก็มีอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเอกภาษาญี่ปุ่นที่ยิ่งเรียนยิ่งมีฮัปเปียว (พรีเซ้นท์) เยอะขึ้นเรื่อยๆ เยอะจนกระทั่งไปๆ มาๆ เวลาพูดหน้าห้องก็หายตื่นเต้นไปเลย (ประกอบกับออกงานของ CU Chorus บ่อยด้วย)
 
ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่าว่าเทอมนี้ จขบ. ได้เกรดเท่าไหร่
 
 
ไม่เลวๆ ตอนแรกนึกว่าจะไม่มีเอมาให้เลี้ยงมดสักตัวซะแล้ว
 
THAI CIV - เป็นวิชาอารยธรรมตัวแรกและตัวสุดท้ายที่ได้เกิน C+ มา 555 อย่างน้อยก็ปิดท้ายวิชาหมวดอารยธรรมได้ดี (ในระดับนึงนะ) เรียนตัวนี้แล้วสนุกกว่าสองตัวก่อนหน้าเยอะเลย
PRINC ACTING - เห็นตัวนี้แล้วก็ยังขำอยู่ว่าทำไมเรียนวิชาเอกญี่ปุ่นสามเทอมเพิ่งจะมาได้เอเอาเทอมนี้เป็นเทอมแรก แต่พอลงวิชาของภาคการละครเทอมนี้เป็นครั้งแรก (เป็นเลือกเสรี) แล้วได้เอเลยนะ 555 แต่ก็ดีใจค่ะ ไม่คิดว่าจะได้วิชาการแสดงเอเหมือนกัน ก็...รอลงวิชา Acting I เทอมหน้าต่อเนาะ (นี่ตกลงเอ็งจะเอกวิชาอะไรกันแน่ะฟระ -w-')
INTRO LIT - เป็นตัวที่ตื่นเต้นและลุ้นที่สุด เพราะกลางภาคตกมีน T^T อุตส่าห์ตอบคำถามไปตั้งเยอะและคิดว่าตรงประเด็นแล้วน้า แต่ก็ดีใจที่ยังได้ซีมา นึกว่าจะต่ำกว่านั้นซะแล้ว
JP CONVER I - วิชาสนทนาญี่ปุ่นก็ยังได้เท่าเทอมที่แล้วเลยแฮะ แต่เอาเถอะ ไม่ได้หวังมากถ้ายังคนตรวจข้อสอบกับตัดเกรดยังเป็นฮากิวาระเซนเซอยู่ สงสัยจะโดนหักคะแนนคำช่วยตอนสอบปลายภาคอีกแหง -w-'
KANJI STUD - อันนี้ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เอเหมือนกันเพราะรู้สึกว่าปลายภาคทำข้อสอบพลาดไปหลายข้อ แต่ก็ดีใจค่ะ ขอบคุณนะคะครูวี ^/\^
JAPANESE III - อันนี้ยังงงๆ อยู่ว่าได้เอมายังไง เพราะวิชาไวยากรณ์ไม่เคยได้เกินบีบวก
INTRO JP CUL - เป็นวิชาของเอกที่ออกแนวเหมือนวิชาอารยธรรม ซึ่งก็รู้ๆ กันดีว่าจขบ. ทำข้อสอบท่องจำได้ไม่ดีอยู่แล้ว เนื่องจาแก่เกินจากการซิ่วความจำไม่ค่อยดี ก็เลยได้บีมาตามระเบียบ (แก่หรือขี้เกียจกันแน่นะ 555 :P)
JP LIS COMPRE - บีบวกแฮะ อันนี้สินึกว่าจะได้เอ แต่ก็ไม่ได้หวังขนาดนั้น
 
เพราะปกติจขบ. ไม่ใช่คนที่บูชาเกรดเป็นใหญ่ จขบ. เห็นที่คณะหลายคนได้เกรดดีกว่าจขบ. เยอะ แต่เรื่องเกี่ยวกับโลกที่คนปกติเค้ารู้ๆ กัน ยังไม่ประสาด้วยซ้ำ หรือบางทีคนที่ได้เกรดไม่เยอะมากมีความเป็นผู้ใหญ่สูง ประสบการณ์เยอะ ดูแลตัวเองได้ (แต่ก็มีทั้งที่เกรดดีและเจนโลกก็มี เอ็งจะเทพไปไหน) สรุปคือ จากความเห็นของจขบ. แล้ว เกรดไม่สามารถตัดสินความสามารถของคนๆ นั้นได้จริงๆ ควรจะดูจากผลงานที่คนๆ นั้นทำมากกว่า ได้เกรดแบบนี้ จขบ. ก็พอใจแล้วค่ะ เพราะวิชาที่พยายามมากก็ได้มากตามที่พยายาม (ยกเว้นอินโทรลิท T^T แต่ไม่ว่ากันเพราะวิชานี้รำ่ลือมาตั้งแต่รุ่นเพื่อนที่จบไปแล้วว่าได้คะแนนยาก อย่าหวังมาก) วิชาที่ขี้เกียจหน่อยก็ได้คะแนนลดหลั่นลงไปตามระเบียบ ^w^
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้จขบ. มีสรณะในการเรียนใหม่แล้ว (จากเดิมที่เป็นเมกุมิเซนเซ แต่เกิดเรื่องบางอย่างจนทำให้เราเสียสรณะในตัวเซนเซไป) ได้เจอกันที่คณะบ่อยด้วยสิ หุๆๆ เซนเซเป็นคนเก่งมากกก เห็นแล้วอยากเก่งแบบนั้นมาก ทั้งๆ ที่เป็นคนญี่ปุ่นแต่ภาษาอังกฤษสุดเมพ เขียนบทวิจัยเป็นภาษาอังกฤษได้เป็นเล่มๆ แถมได้ยินมาว่าพูดเก่งสำเนียงเพราะ (ปกติคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะวิ่งหนีคนต่างชาติกัน) ภาษาไทยก็ไม่แพ้กัน เห็นเพื่อนบอกว่าสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาไทยได้เทียบเท่ากับป. 6 แล้ว พูดยังไม่ชัดมากแต่พูดได้คล่องสุดๆ ประมาณว่าถ้าเรียนกับเซนเซงี้ห้ามนินทาเด็ดขาดเลย 555 และยังเป็นคนที่แต่งคำร้องส่วนที่เป็นภาษาญี่ปุ่นให้กับเพลง "อีกไม่นาน" ของคุณดี้-นิธิพงศ์ ที่แต่งตอนเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่นร่วมกับอ. ที่สาขาและคนจากสำนักพิมพ์บลิซอีกด้วย สมองดีและสวยด้วย อ๊ากกกกก ยิ่งพูดยิ่งฟิน (นี่ยังเล่าไม่หมดนะนี่ย) ณ ปัจจุบันนี้ จขบ. ถือว่าตัวเองได้กลายเป็นโอตาขุเซนเซคนนี้ไปแล้ว (หรือว่าเป็น stalker กันแน่นะ 555 แต่อย่าเข้าใจผิดนะคะ ทั้งจขบ.ทั้งเซนเซต่างก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วนะ ^w^\) แต่ที่ต้องฟินขนาดนี้เพราะวิชาเอกญี่ปุ่นค่อนข้างเหนื่อย ถ้ายิ่งมีสรณะให้ยึดเหนี่ยวจิตใจก็จะช่วยให้ฝ่าฟันไปได้มากขึ้น (กรณีของการเรียนของจขบ.นะคะ คนอื่นอาจจะไม่ใช่) เซนเซคนนี้เป็นต้นแบบของคนที่เราอยากจะเป็นมากเลย สวยและมีสมอง มีออร่าน่าเกรงขามต่อคนที่พบเห็น แต่ที่จริงแล้วเป็นคนคุยเก่ง สนุกสนาน
 
ก็....พยายามต่อไปเนาะ ^w^V
----- ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านที่พักหลังๆ นี่ไม่ได้อัพเลยนะคะ เนื่องจากจขบ. เกิดอาการคนญี่ปุ่นเข้าสิงกะทันหัน แอบเกรงใจโฮสต์น่ะค่ะ เลยไม่อยากใช้คอมบ่อย ------
 
เป็นเอนทรีรวบวันอีกเอนทรีนึงนะคะเนื่องจากบางวันก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรให้น่าตื่นเต้นหรือแปลกใจ (ยกเว้นมีอาฟเตอร์ช็อกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แถมวันละหลายหนจนกลายเป็นส่วนนึงของชีวิตประจำวันไปแล้ว)

วันเสาร์ที่ 9 พยากรณ์อากาศว่าฝนตก เลยไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหน แล้วมันก็ตกจริงๆ ได้แต่นั่งอยู่บ้านทบทวนภาษาญี่ปุ่นไปพลางๆ (และสัปหงกเป็นส่วนใหญ่) ช่วงบ่ายแก่ๆ นึกอยากกินข้าวปั้นขึ้นมายังไงไม่รู้เลยออกไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามทางรถไฟแถวบ้าน ได้ข้าวปั้นไส้ปลาแซลมอนมายองเนสมาหนึ่งก้อน 105 เยน (ราคาแพงกว่าโออิชิหน่อย แต่เกรดดีกว่าเยอะเลย) ตอนกลางคืนนั่งอ่านหนังสือ (พยายามอีกรอบ) อยู่ในห้อง มาม่าซังมาบอกว่าทานิเซนเซโทรมาเรื่องไปโอฮานามิ บอกว่าสถานีปลายทางให้เปลี่ยนจากสถานีซัตเตะเป็นมินามิคุริฮาชิแทน และให้ขึ้นรถไฟจากสถานีข้างบ้านเวลา 8.09 น. ตอนแรกไอ้เราก็งงว่าทำไมเร็วจัง (เวลานัดเดิมที่สถานีซัตเตะคือ 10.30 น.) แต่ก็เลยคิด(เอาเองอีกแล้ว)ว่าสงสัยกำหนดการคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยไม่ได้ว่าอะไรอีก -w-

วันอาทิตย์ที่ 10 ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้าแต่มันดันตื่นเองซะตีห้าก่อนนาฬิกาปลุกอีกแล้ว (อะไรวะ) ก็เลยนอนอู้ต่ออีกหน่อย ไม่ทันไรก็มีอาฟเตอร์ช็อกมาคอยปลุกให้ตื่นอีก เลยไม่นอนไม่เนินมันละ อาบน้ำกินขนมปังรองท้องเสร็จก็ออกจากบ้าน

เป็นเพราะฝนเมื่อวานแท้ๆ อากาศมันเลยกลับมาเย็นเลย สุดจะเซ็ง รอขึ้นรถไฟแปบนึง หลังจากนั้นนั่งรถไปถึงมินามิคุริฮาชิ ไม่รู้นึกอะไรขึ้นมาเลยคิดว่าโทรไปรายงานตัวกับทานิเซนเซหน่อยดีกว่าว่าถึงแล้ว เลยไปหยอดตู้เก่าๆ แถวๆ นั้น (ตอนแรกนึกว่าเจ๊งไม่ใช้กันซะแล้ว) .... ปรากฏว่าทานิเซนเซตกใจมากว่าทำไมไปเร็วขนาดนั้น!! เราก็ตกใจบอกว่าอ้าว มาม่าซังบอกเรามาว่าเซนเซโทรมาอย่างนี้นี่นา คุยกันยังไม่ทันได้อะไรเหรียญก็หมดแล้ว (เร็วพอๆ กับเอาตู้สาธารณะบ้านเราโทรเข้ามือถือเลยอ่ะ T^T)

ก็คิดอยู่ว่าเอาไงดีน้า จะนั่งคอยก็หนาว อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด ตอนแรกเลยว่าจะนั่งรถไฟเล่น กลับไปยังสถานีเซ็นเก็งได (ที่เคยนั่งรถผิดเลยไปนั่นแหละค่ะ) แล้วค่อยนั่งย้อนกลับมาดีมั้ย แต่ไปๆ มาๆ ก็ลงคาซึคาเบะแล้วโทรหาทานิเซนเซอีกทีว่าจะเอายังไง สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไปหาทุกคนที่โอมิยะดีกว่าเพราะไม่รู้จะคอยเฉยๆ ทำไม -w-

หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟย้อนกลับไปพร้อมกับทุกคนค่ะ โอฮานามิครั้งนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมดประมาณ 20 คน นอกจากทานิเซนเซและมิยูกิซังแม่ของเซนเซแล้ว เด็กไทยก็ปาไปเกือบสิบคน นอกนั้นมีฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซีย อย่างละนิดละหน่อย ส่วนใหญ่เป็นคลาสชั้นต้นทั้งนั้น (คลาสเตรียมชั้นสูงของเราไม่มีใครมาสักคน คงเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นและอยู่มาหลายปีจนชินชากับซากุระไปซะแล้วละมั้ง)

พอถึงมินามิคุริฮาชิก็เดินกันไป ใช้เวลานานมากกกกกกกกกกกก กว่าจะถึง พอไปถึงแล้วคนเพียบเลย มีทุ่งดอกเบญจมาศเหลืองอร่ามอยู่ข้างๆ คู่กับทิวซากุระด้วย สวยดีเหมือนกัน (แต่ยังไงก็สู้อันดับหนึ่งอย่างอุเอโนะไม่ได้) หลังจากนั้นก็ได้เวลากินข้าวกลางวันที่รอคอยซักที สำหรับเด็กโฮมสเตย์อย่างพวกเราห้าคนส่วนใหญ่ก็มาจากเซเว่นทั้งนั้น (พวกโอเบนโตะ ข้าวปั้นอะไรพวกนี้) ส่วนนักเรียนคนอื่นที่อยู่หอหรือบ้านตัวเองมีห้องครัวเป็นส่วนตัวก็ทำมาแบ่งคนอื่นกินบ้างอะไรบ้าง

ระหว่างกินนั่นข้าพเจ้าก็โซ้ยเบียร์ที่ทานิเซนเซเอามาไปหน่อย ประมาณเกือบครึ่งกระป๋อง (ได้ยินมาว่าเบียร์ถ้าทานนานๆ ครั้งหรือแต่พอดีจะดีต่อสุขภาพ) เสร็จแล้วนึกขึ้นได้ว่าวันรุ่งขึ้นมีเรียนแล้วตัวเองก็เพิ่งจะกินเป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรกกินที่อเมริกาเมื่อสองปีที่แล้วตอนไปเวิร์ก) ก็เลยเลิกกินดีกว่าเดี๋ยวจะเอาแต่ง่วง ยกที่เหลือให้เมย์ไป ขานั้นจัดเต็มทั้งเบียร์กระป๋องนึง (บวกอีกครึ่งของเรา) ไวน์แดงอีกหนึ่งแก้วเล็ก ผลลัพธ์คือ ได้คนเมากับคนเมาบ้างมาสองคน พอเริ่มได้ที่ก็ชักจะลัลล้าออกไปเดินเล่น ยิงมุกเสี่ยวบ้างอะไรบ้าง ถ่ายรูปบ้าง หัวเราะกันก๊ากๆ อยู่สองคน กลางทางเจอมิวเลยเดินเฮฮาไปด้วยกัน (มิวเฮฮาเพราะขำอีกสองคนที่มันบ้าเพราะแอลกอฮอลล์เนี่ยแหละ)

พอเวลาประมาณ 14.50 น. ก็ได้เวลากลับบ้าน ทานิเซนเซพาทุกคนไปขึ้นรถเมล์ รถเมล์ที่นี่แตะการ์ด SUICA หรือ PASMO ได้ด้วย 170 เยน ตลอดสาย O_o" (ได้ข่าวว่าบ้านตรูมันแค่เจ็ดบาทเองนะ) ก็นั่งไปอีกสักพักก็ถึงสถานีซัตเตะ นั่งรถไฟกลับไปจนถึงสถานีคาซึคาเบะแล้วก็แยกย้ายกันไป ส่วนเราสอนญี่ปุ่นให้มิวต่ออีกหน่อยเพราะพรุ่งนี้มิวมีสอบ ตอนแรกก็หาที่สิงอยู่นานจนกระทั่งวนกลับมาที่หน้าสถานีคาซึคาเบะเนี่ยแหละ ก็นั่งติวจนถึงประมาณหกโมงจนกระทั่งหนาวก็แยกย้ายกลับบ้าน เย็นนี้มาม่าซังจัดเต็มอีกแล้ว มีทั้งบิบิมบับ ผักนึ่ง มิโซะ กล้วยวิปครีม กินเสร็จนี่แทบจะพุ่งจริงๆ แล้วนะเนี่ย อุ >X<''