เมื่อวานไปสอบวัดระดับมาค่ะ
ดีใจมากที่สอบที่จุฬา แถมยังเป็นตึกบรมราชกุมารี คุ้นเคยกันดีเพราะขึ้นๆลงๆอยู่ทุกวัน ไม่ต้องเหนื่อยหาห้องสอบ แถมยังรู้ด้วยว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน แต่พอมาจัดสอบวัดระดับแล้วรู้สึกว่าแคบไปนิดกับจำนวนผู้เข้าสอบ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงจัดที่อาคารเรียนรวมมธ. เพราะมันกว้างกว่าเยอะ หายใจหายคอสะดวกดี จัดการง่ายว่าเพราะทุกระดับสอบตึกเดียวกันหมด ไม่ต้องแยกไปสอบอีกไกลที่คณะวิทย์เหมือนรอบนี้

จขบ. เลือกสอบระดับ N2 ค่ะ สอบเป็นครั้งที่สอง เพราะครั้งแรกไปลองสอบตอนปีหนึ่งเทอมสองปรากฏว่าไม่ผ่าน เนื่องจากติดงานทำสูจิบัตรคอนเสิร์ตของชมรมด้วยเลยไม่ได้อ่านอะไรไป แต่คราวนี้ฟิตเต็มที่ แกรมมาร์เล่มแดงเกือบ 200 หัวข้อจำได้ประมาณ 99% ทำข้อสอบระบบเก่าย้อนหลัง 2006-2008 ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก ตบท้ายด้วยแบบฝึกหัดเก็งระบบใหม่อีก 500 ข้อ ทั้งหมดเป็นเวลาสองเดือนเต็มๆ กับที่เลื่อนเปิดเทอมรอน้ำลด
 
แต่พอไปสอบแล้ว...รู้สึกเลยว่า ตรูจะอ่านไปทำไม ''Orz
 
เพราะที่อ่านไปแทบไม่ออกเลย แถมยังมีอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนออกเยอะมาก คันจิงี้เล่นเอา N1 มาออกด้วย แล้วเค้าจะทำได้ยังไงกัน T^T
 
ดีขึ้นหน่อยตรงที่ทำไม่ทันน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ก็คิดซะว่าถือเป็นพัฒนาการละกัน และจากประสบการณ์การสอบทั้งสองครั้ง  ได้เรียนรู้แล้วว่า "ห้ามข้ามข้อไว้ทำทีหลัง" เด็ดขาด! เพราะเป็นสาเหตุหลักเลยที่จะทำให้ทำไม่ทัน สงสัยคงต้องมองแล้วกา มองแล้วกา ลุยดะไปเลย เชื่อความคิดแรกดีที่สุด ข้อไหนยังไม่แน่ใจให้วงไว้ แต่ขอให้ฝนคำตอบไว้ก่อน ไม่งั้นคงต้องกลับมาฝนข้อที่เหลือเป็นข้อสามทั้งหมดแบบเรา T^T

จริงๆ ไอ้ที่มองแล้วกาน่ะ ตอนทำข้อสอบเก่าทำได้นะ แต่ทำไมระบบใหม่มันออกมาแล้วทำไม่ได้แบบนั้นบ้าง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะโจทย์ที่มีคันจิอะไรก็ไม่รู้ออกมาด้วย เลยต้องนั่งงงกันสักพักใหญ่ คงอยากให้เราเดาความหมายจากรากละกระมัง แต่มันไม่มีเวลาขนาดนั้นน่ะสิ

บทอ่านก็ไม่รู้จะเยอะไปไหน แถมคันจิที่ไม่รู้อีกเป็นเบือเลย เห็นแล้วแทบอ้วกตาลายมาก

จากการที่พิมพ์มาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า คำว่า "คันจิที่ไม่รู้" มีเยอะมาก มั่นใจว่ายังไงส่วนใหญ่คงเป็นของ N1 แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงสามารถชี้ให้เห็นว่า ข้อสอบระบบใหม่เน้นให้เดาความหมายจากคันจิมากขึ้น ส่วนตัวไหนเดายากเมพก็ให้หมายเหตุเป็นนิยามความหมายมาให้ (แต่บางทีก็ไม่ช่วยเพราะแปลนิยามไม่อออก)
 
ถ้าจำลองเป็นสถานการณ์ก็คงเหมือนเวลาเราอ่านหนังสือ ตัวไหนพอเดาได้ก็เดา ส่วนเดาไม่ได้จริงๆ ก็เปิดดิกต์เอา ประมาณนั้น

ว่ากันว่าระบบใหม่ที่ปรับปรุงเนื้อหาข้อสอบก็เพื่อวัดความสามารถในการใช้ภาษาได้จริงมากขึ้น มากกว่าเน้นการท่องจำอย่างเดียว ลดข้อที่เป็นไวยากรณ์ คำศัพท์และคันจิลง แล้วไปเพิ่มบทอ่านให้มากขึ้น

จริงๆ พูดถึงก็ดีนะ เพราะยังไงในชีวิตประจำวัน เวลาไปเจอภาษาญี่ปุ่นที่ไหนมันคงไม่มาเป็นประโยคเดี่ยวๆ หรอก ยังไงมันก็มาเป็นบทความยาวพรืดอยู่ดี อืม....สมจริงดี แต่แอบงอนตรงพาร์ทคันจิเนี่ยแหละ สงสัยคราวหน้าคงต้องเตรียมอ่านของ N1 ไปด้วยท่าจะดี (แต่คงสอบ N2 เหมือนเดิมเพราะคิดว่ายังไงก็ไม่ผ่าน)

แต่ก็แอบคิดถึงระบบเก่าอยู่ดีละนะ เพราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปสอบดีก็ท่องเท่าที่จะทำได้ แต่มันก็เข้าข่าย...ใครความจำดีสุดเอารางวัลชนะเลิศไป วัดไม่ได้ว่าเอ็งท่องเก่งแต่ใช้เป็นหรือเปล่า

สรุปว่า....ตรูท่องเก่งแต่ใช้ไม่เป็นใช่มั้ยนี่ ฮือออ T^T
(เอาเงินค่าสอบกับค่าหนังสือเตรียมสอบเค้าคืนมานะ หมดไปสี่ห้าพันเลย)
 
พาร์ทฟังที่กลัวที่สุดกลับกลายเป็นว่าเป็นพาร์ทที่ทำได้มากที่สุด แต่ก็ไม่รู้จะถูกอีกหรือเปล่าอ่ะนะ เพราะแอบเหลียวมองคนสอบรอบๆ ตัวแล้วตอบไม่ค่อยจะเหมือนกันเลย 555 แต่ก็รู้สึกดีที่ทักษะการฟังเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเยอะ (ขอบคุณวิชาการฟังและคอร์สพิเศษของอิคุมิเซนเซด้วยค่ะ) แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเปรียบเทียบความเร็วที่พูดของข้อสอบรอบนี้กับข้อสอบเก่า ทำไมมันเร็วพอๆ กับระดับหนึ่งเก่าเลยอ่ะ แถมตรงคำตอบชอบรวบคำด้วย ฟังออกทุกอย่างแต่ตรงคำตอบดันไม่ได้ยินแล้วเค้าจะตอบยังง๊ายยย สงสัยคนออกมันคงคิดว่า สถานการณ์จริงคงไม่มีความเร็วแบบระดับสองเก่าให้ได้ยินหรอกมั้ง (งี้ตรูไปสอบ N1 แล้วทำฮาราคีรีกลางห้องสอบด้วยความอับอายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า)
 
ชึ่ยยยยยย ถ้าชั้นได้ไปไบโตะกับนัตสึกิเซนเซเมื่อไหร่นะ ชั้นจะตักตวงความเมพในการฟังให้ถึงที่สุดเลยทีเดียว (รายนั้นคนโอซาก้า พูดสำเนียงคันโตกับเราก็จริงแต่เหมือนจะติดความเร็วโอซาก้าอยู่มาก อย่างงี้ยิ่งกว่าระดับหนึ่งอีก 555)
 
แต่แค่นี้ชั้นก็ไม่ยอมแพ้หรอกเฟร้ย คราวหน้าชั้นจะต้องผ่านแบบมั่นใจให้ได้ (รอบนี้ถ้าผ่านถือว่าฟลุ๊คไปละกัน แต่ก็ขอให้ไอ้ที่อ่านๆ มาไปช่วยตอนเปิดเทอมก็ดี รู้สึกไม่อยากเสียเปล่าอ่ะ งิงิ)

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากจะบอกว่าไม่ต้องเสียดายเงินและเวลาที่อ่านไปเลยนะ เพราะความรู้ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดว่าทำข้อสอบวัดระดับได้มั้ย น้ำหวานลองคิดดูว่าตัวเองก่อนไม่ได้อ่าน ก่อนไม่ได้ซื้อหนังสือมา กับตอนนี้ ความรู้ต่างกันมากแค่ไหน รู้ไวยากรณ์เพิ่มขึ้นตั้งกี่ตัว อ่านคันจิได้มากขึ้นตั้งกี่ตัว

เราก็เคยมีประสบการณ์นะ ตอนนั้นอยู่ญี่ปุ่น เราแบบไม่เคยสอบวัดระดับมาก่อนเลย ระดับสี่กับสามก็ไม่เคยสอบ แล้วไม่เจียมอยากลองระดับสอง ก็เลยไปซื้อหนังสือมาอ่านห้าหกเล่มฟิตอยากจะผ่านระดับสองให้ได้ ทั้งๆที่เราเป็นคนขี้่เกียจมาก ปรากฏว่าสอบตกเราแบบร้องไห้เสียใจผิดหวังมากเลย

ครั้งถัดไป ไปสอบใหม่แบบไม่อ่านไปสักตัว ขาดไปแค่3คะแนน เจ็บใจกว่าเดิมอีก เพราะเท่ากับขาดไปข้อเดียวเองนะ แต่ก็คิดได้ว่าขาดไปแค่3คะแนนก็คือเราพัฒนาขึ้นแล้วอะนะ เพราะสอบครั้งก่อนทำให้เรารู้แนวข้อสอบแล้วก็วิธีการทำให้ทัน ให้เหมาะสมมากขึ้น ครั้งที่สามเราสอบถึงได้ผ่านระดับสอง แบบผ่านฉลุยเลย โดยไม่ได้อ่านเพิ่มเลยจากคราวแรกที่สอบ เรารู้สึกเลยว่าที่เราอ่านไปคราวนั้นมันเป็นพื้นฐานของการเรียนภาษาญี่ปุ่นของเราต่อๆมาแล้วก็ทำให้เราเก่งขึ้นกว่าเก่าเยอะมาก แค่นั้นก็คุ้มค่าหนังสือมากมายแล้ว

ความรู้ที่เราอ่านไปมันไม่หายไปไหนอะ ถึงจะสอบไม่ผ่านก็ได้ใช้ในชีวิตการเรียนและการทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน big smile

#1 By belle (161.200.206.70) on 2011-12-05 13:02

พี่น้ามมมมมม ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่า
มันยากมาก
(กว่าคราวที่แล้ว)

#2 By MaRi::MiTsU on 2011-12-05 20:25

ผลสอบออกมาแล้ว ผ่านมั้ยครับ เพิ่งผ่าน N3 อย่างเฉียดฉิว ก้อเลยกะว่าจะไปสมัคร n2

#3 By อั้ม (58.9.110.156) on 2012-03-21 08:55