Japan

เมื่อวานไปสอบวัดระดับมาค่ะ
ดีใจมากที่สอบที่จุฬา แถมยังเป็นตึกบรมราชกุมารี คุ้นเคยกันดีเพราะขึ้นๆลงๆอยู่ทุกวัน ไม่ต้องเหนื่อยหาห้องสอบ แถมยังรู้ด้วยว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน แต่พอมาจัดสอบวัดระดับแล้วรู้สึกว่าแคบไปนิดกับจำนวนผู้เข้าสอบ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงจัดที่อาคารเรียนรวมมธ. เพราะมันกว้างกว่าเยอะ หายใจหายคอสะดวกดี จัดการง่ายว่าเพราะทุกระดับสอบตึกเดียวกันหมด ไม่ต้องแยกไปสอบอีกไกลที่คณะวิทย์เหมือนรอบนี้

จขบ. เลือกสอบระดับ N2 ค่ะ สอบเป็นครั้งที่สอง เพราะครั้งแรกไปลองสอบตอนปีหนึ่งเทอมสองปรากฏว่าไม่ผ่าน เนื่องจากติดงานทำสูจิบัตรคอนเสิร์ตของชมรมด้วยเลยไม่ได้อ่านอะไรไป แต่คราวนี้ฟิตเต็มที่ แกรมมาร์เล่มแดงเกือบ 200 หัวข้อจำได้ประมาณ 99% ทำข้อสอบระบบเก่าย้อนหลัง 2006-2008 ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก ตบท้ายด้วยแบบฝึกหัดเก็งระบบใหม่อีก 500 ข้อ ทั้งหมดเป็นเวลาสองเดือนเต็มๆ กับที่เลื่อนเปิดเทอมรอน้ำลด
 
แต่พอไปสอบแล้ว...รู้สึกเลยว่า ตรูจะอ่านไปทำไม ''Orz
 
เพราะที่อ่านไปแทบไม่ออกเลย แถมยังมีอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนออกเยอะมาก คันจิงี้เล่นเอา N1 มาออกด้วย แล้วเค้าจะทำได้ยังไงกัน T^T
 
ดีขึ้นหน่อยตรงที่ทำไม่ทันน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ก็คิดซะว่าถือเป็นพัฒนาการละกัน และจากประสบการณ์การสอบทั้งสองครั้ง  ได้เรียนรู้แล้วว่า "ห้ามข้ามข้อไว้ทำทีหลัง" เด็ดขาด! เพราะเป็นสาเหตุหลักเลยที่จะทำให้ทำไม่ทัน สงสัยคงต้องมองแล้วกา มองแล้วกา ลุยดะไปเลย เชื่อความคิดแรกดีที่สุด ข้อไหนยังไม่แน่ใจให้วงไว้ แต่ขอให้ฝนคำตอบไว้ก่อน ไม่งั้นคงต้องกลับมาฝนข้อที่เหลือเป็นข้อสามทั้งหมดแบบเรา T^T

จริงๆ ไอ้ที่มองแล้วกาน่ะ ตอนทำข้อสอบเก่าทำได้นะ แต่ทำไมระบบใหม่มันออกมาแล้วทำไม่ได้แบบนั้นบ้าง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะโจทย์ที่มีคันจิอะไรก็ไม่รู้ออกมาด้วย เลยต้องนั่งงงกันสักพักใหญ่ คงอยากให้เราเดาความหมายจากรากละกระมัง แต่มันไม่มีเวลาขนาดนั้นน่ะสิ

บทอ่านก็ไม่รู้จะเยอะไปไหน แถมคันจิที่ไม่รู้อีกเป็นเบือเลย เห็นแล้วแทบอ้วกตาลายมาก

จากการที่พิมพ์มาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า คำว่า "คันจิที่ไม่รู้" มีเยอะมาก มั่นใจว่ายังไงส่วนใหญ่คงเป็นของ N1 แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงสามารถชี้ให้เห็นว่า ข้อสอบระบบใหม่เน้นให้เดาความหมายจากคันจิมากขึ้น ส่วนตัวไหนเดายากเมพก็ให้หมายเหตุเป็นนิยามความหมายมาให้ (แต่บางทีก็ไม่ช่วยเพราะแปลนิยามไม่อออก)
 
ถ้าจำลองเป็นสถานการณ์ก็คงเหมือนเวลาเราอ่านหนังสือ ตัวไหนพอเดาได้ก็เดา ส่วนเดาไม่ได้จริงๆ ก็เปิดดิกต์เอา ประมาณนั้น

ว่ากันว่าระบบใหม่ที่ปรับปรุงเนื้อหาข้อสอบก็เพื่อวัดความสามารถในการใช้ภาษาได้จริงมากขึ้น มากกว่าเน้นการท่องจำอย่างเดียว ลดข้อที่เป็นไวยากรณ์ คำศัพท์และคันจิลง แล้วไปเพิ่มบทอ่านให้มากขึ้น

จริงๆ พูดถึงก็ดีนะ เพราะยังไงในชีวิตประจำวัน เวลาไปเจอภาษาญี่ปุ่นที่ไหนมันคงไม่มาเป็นประโยคเดี่ยวๆ หรอก ยังไงมันก็มาเป็นบทความยาวพรืดอยู่ดี อืม....สมจริงดี แต่แอบงอนตรงพาร์ทคันจิเนี่ยแหละ สงสัยคราวหน้าคงต้องเตรียมอ่านของ N1 ไปด้วยท่าจะดี (แต่คงสอบ N2 เหมือนเดิมเพราะคิดว่ายังไงก็ไม่ผ่าน)

แต่ก็แอบคิดถึงระบบเก่าอยู่ดีละนะ เพราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปสอบดีก็ท่องเท่าที่จะทำได้ แต่มันก็เข้าข่าย...ใครความจำดีสุดเอารางวัลชนะเลิศไป วัดไม่ได้ว่าเอ็งท่องเก่งแต่ใช้เป็นหรือเปล่า

สรุปว่า....ตรูท่องเก่งแต่ใช้ไม่เป็นใช่มั้ยนี่ ฮือออ T^T
(เอาเงินค่าสอบกับค่าหนังสือเตรียมสอบเค้าคืนมานะ หมดไปสี่ห้าพันเลย)
 
พาร์ทฟังที่กลัวที่สุดกลับกลายเป็นว่าเป็นพาร์ทที่ทำได้มากที่สุด แต่ก็ไม่รู้จะถูกอีกหรือเปล่าอ่ะนะ เพราะแอบเหลียวมองคนสอบรอบๆ ตัวแล้วตอบไม่ค่อยจะเหมือนกันเลย 555 แต่ก็รู้สึกดีที่ทักษะการฟังเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเยอะ (ขอบคุณวิชาการฟังและคอร์สพิเศษของอิคุมิเซนเซด้วยค่ะ) แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเปรียบเทียบความเร็วที่พูดของข้อสอบรอบนี้กับข้อสอบเก่า ทำไมมันเร็วพอๆ กับระดับหนึ่งเก่าเลยอ่ะ แถมตรงคำตอบชอบรวบคำด้วย ฟังออกทุกอย่างแต่ตรงคำตอบดันไม่ได้ยินแล้วเค้าจะตอบยังง๊ายยย สงสัยคนออกมันคงคิดว่า สถานการณ์จริงคงไม่มีความเร็วแบบระดับสองเก่าให้ได้ยินหรอกมั้ง (งี้ตรูไปสอบ N1 แล้วทำฮาราคีรีกลางห้องสอบด้วยความอับอายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า)
 
ชึ่ยยยยยย ถ้าชั้นได้ไปไบโตะกับนัตสึกิเซนเซเมื่อไหร่นะ ชั้นจะตักตวงความเมพในการฟังให้ถึงที่สุดเลยทีเดียว (รายนั้นคนโอซาก้า พูดสำเนียงคันโตกับเราก็จริงแต่เหมือนจะติดความเร็วโอซาก้าอยู่มาก อย่างงี้ยิ่งกว่าระดับหนึ่งอีก 555)
 
แต่แค่นี้ชั้นก็ไม่ยอมแพ้หรอกเฟร้ย คราวหน้าชั้นจะต้องผ่านแบบมั่นใจให้ได้ (รอบนี้ถ้าผ่านถือว่าฟลุ๊คไปละกัน แต่ก็ขอให้ไอ้ที่อ่านๆ มาไปช่วยตอนเปิดเทอมก็ดี รู้สึกไม่อยากเสียเปล่าอ่ะ งิงิ)
----- ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านที่พักหลังๆ นี่ไม่ได้อัพเลยนะคะ เนื่องจากจขบ. เกิดอาการคนญี่ปุ่นเข้าสิงกะทันหัน แอบเกรงใจโฮสต์น่ะค่ะ เลยไม่อยากใช้คอมบ่อย ------
 
เป็นเอนทรีรวบวันอีกเอนทรีนึงนะคะเนื่องจากบางวันก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรให้น่าตื่นเต้นหรือแปลกใจ (ยกเว้นมีอาฟเตอร์ช็อกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แถมวันละหลายหนจนกลายเป็นส่วนนึงของชีวิตประจำวันไปแล้ว)

วันเสาร์ที่ 9 พยากรณ์อากาศว่าฝนตก เลยไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหน แล้วมันก็ตกจริงๆ ได้แต่นั่งอยู่บ้านทบทวนภาษาญี่ปุ่นไปพลางๆ (และสัปหงกเป็นส่วนใหญ่) ช่วงบ่ายแก่ๆ นึกอยากกินข้าวปั้นขึ้นมายังไงไม่รู้เลยออกไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามทางรถไฟแถวบ้าน ได้ข้าวปั้นไส้ปลาแซลมอนมายองเนสมาหนึ่งก้อน 105 เยน (ราคาแพงกว่าโออิชิหน่อย แต่เกรดดีกว่าเยอะเลย) ตอนกลางคืนนั่งอ่านหนังสือ (พยายามอีกรอบ) อยู่ในห้อง มาม่าซังมาบอกว่าทานิเซนเซโทรมาเรื่องไปโอฮานามิ บอกว่าสถานีปลายทางให้เปลี่ยนจากสถานีซัตเตะเป็นมินามิคุริฮาชิแทน และให้ขึ้นรถไฟจากสถานีข้างบ้านเวลา 8.09 น. ตอนแรกไอ้เราก็งงว่าทำไมเร็วจัง (เวลานัดเดิมที่สถานีซัตเตะคือ 10.30 น.) แต่ก็เลยคิด(เอาเองอีกแล้ว)ว่าสงสัยกำหนดการคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยไม่ได้ว่าอะไรอีก -w-

วันอาทิตย์ที่ 10 ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้าแต่มันดันตื่นเองซะตีห้าก่อนนาฬิกาปลุกอีกแล้ว (อะไรวะ) ก็เลยนอนอู้ต่ออีกหน่อย ไม่ทันไรก็มีอาฟเตอร์ช็อกมาคอยปลุกให้ตื่นอีก เลยไม่นอนไม่เนินมันละ อาบน้ำกินขนมปังรองท้องเสร็จก็ออกจากบ้าน

เป็นเพราะฝนเมื่อวานแท้ๆ อากาศมันเลยกลับมาเย็นเลย สุดจะเซ็ง รอขึ้นรถไฟแปบนึง หลังจากนั้นนั่งรถไปถึงมินามิคุริฮาชิ ไม่รู้นึกอะไรขึ้นมาเลยคิดว่าโทรไปรายงานตัวกับทานิเซนเซหน่อยดีกว่าว่าถึงแล้ว เลยไปหยอดตู้เก่าๆ แถวๆ นั้น (ตอนแรกนึกว่าเจ๊งไม่ใช้กันซะแล้ว) .... ปรากฏว่าทานิเซนเซตกใจมากว่าทำไมไปเร็วขนาดนั้น!! เราก็ตกใจบอกว่าอ้าว มาม่าซังบอกเรามาว่าเซนเซโทรมาอย่างนี้นี่นา คุยกันยังไม่ทันได้อะไรเหรียญก็หมดแล้ว (เร็วพอๆ กับเอาตู้สาธารณะบ้านเราโทรเข้ามือถือเลยอ่ะ T^T)

ก็คิดอยู่ว่าเอาไงดีน้า จะนั่งคอยก็หนาว อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด ตอนแรกเลยว่าจะนั่งรถไฟเล่น กลับไปยังสถานีเซ็นเก็งได (ที่เคยนั่งรถผิดเลยไปนั่นแหละค่ะ) แล้วค่อยนั่งย้อนกลับมาดีมั้ย แต่ไปๆ มาๆ ก็ลงคาซึคาเบะแล้วโทรหาทานิเซนเซอีกทีว่าจะเอายังไง สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไปหาทุกคนที่โอมิยะดีกว่าเพราะไม่รู้จะคอยเฉยๆ ทำไม -w-

หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟย้อนกลับไปพร้อมกับทุกคนค่ะ โอฮานามิครั้งนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมดประมาณ 20 คน นอกจากทานิเซนเซและมิยูกิซังแม่ของเซนเซแล้ว เด็กไทยก็ปาไปเกือบสิบคน นอกนั้นมีฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซีย อย่างละนิดละหน่อย ส่วนใหญ่เป็นคลาสชั้นต้นทั้งนั้น (คลาสเตรียมชั้นสูงของเราไม่มีใครมาสักคน คงเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นและอยู่มาหลายปีจนชินชากับซากุระไปซะแล้วละมั้ง)

พอถึงมินามิคุริฮาชิก็เดินกันไป ใช้เวลานานมากกกกกกกกกกกก กว่าจะถึง พอไปถึงแล้วคนเพียบเลย มีทุ่งดอกเบญจมาศเหลืองอร่ามอยู่ข้างๆ คู่กับทิวซากุระด้วย สวยดีเหมือนกัน (แต่ยังไงก็สู้อันดับหนึ่งอย่างอุเอโนะไม่ได้) หลังจากนั้นก็ได้เวลากินข้าวกลางวันที่รอคอยซักที สำหรับเด็กโฮมสเตย์อย่างพวกเราห้าคนส่วนใหญ่ก็มาจากเซเว่นทั้งนั้น (พวกโอเบนโตะ ข้าวปั้นอะไรพวกนี้) ส่วนนักเรียนคนอื่นที่อยู่หอหรือบ้านตัวเองมีห้องครัวเป็นส่วนตัวก็ทำมาแบ่งคนอื่นกินบ้างอะไรบ้าง

ระหว่างกินนั่นข้าพเจ้าก็โซ้ยเบียร์ที่ทานิเซนเซเอามาไปหน่อย ประมาณเกือบครึ่งกระป๋อง (ได้ยินมาว่าเบียร์ถ้าทานนานๆ ครั้งหรือแต่พอดีจะดีต่อสุขภาพ) เสร็จแล้วนึกขึ้นได้ว่าวันรุ่งขึ้นมีเรียนแล้วตัวเองก็เพิ่งจะกินเป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรกกินที่อเมริกาเมื่อสองปีที่แล้วตอนไปเวิร์ก) ก็เลยเลิกกินดีกว่าเดี๋ยวจะเอาแต่ง่วง ยกที่เหลือให้เมย์ไป ขานั้นจัดเต็มทั้งเบียร์กระป๋องนึง (บวกอีกครึ่งของเรา) ไวน์แดงอีกหนึ่งแก้วเล็ก ผลลัพธ์คือ ได้คนเมากับคนเมาบ้างมาสองคน พอเริ่มได้ที่ก็ชักจะลัลล้าออกไปเดินเล่น ยิงมุกเสี่ยวบ้างอะไรบ้าง ถ่ายรูปบ้าง หัวเราะกันก๊ากๆ อยู่สองคน กลางทางเจอมิวเลยเดินเฮฮาไปด้วยกัน (มิวเฮฮาเพราะขำอีกสองคนที่มันบ้าเพราะแอลกอฮอลล์เนี่ยแหละ)

พอเวลาประมาณ 14.50 น. ก็ได้เวลากลับบ้าน ทานิเซนเซพาทุกคนไปขึ้นรถเมล์ รถเมล์ที่นี่แตะการ์ด SUICA หรือ PASMO ได้ด้วย 170 เยน ตลอดสาย O_o" (ได้ข่าวว่าบ้านตรูมันแค่เจ็ดบาทเองนะ) ก็นั่งไปอีกสักพักก็ถึงสถานีซัตเตะ นั่งรถไฟกลับไปจนถึงสถานีคาซึคาเบะแล้วก็แยกย้ายกันไป ส่วนเราสอนญี่ปุ่นให้มิวต่ออีกหน่อยเพราะพรุ่งนี้มิวมีสอบ ตอนแรกก็หาที่สิงอยู่นานจนกระทั่งวนกลับมาที่หน้าสถานีคาซึคาเบะเนี่ยแหละ ก็นั่งติวจนถึงประมาณหกโมงจนกระทั่งหนาวก็แยกย้ายกลับบ้าน เย็นนี้มาม่าซังจัดเต็มอีกแล้ว มีทั้งบิบิมบับ ผักนึ่ง มิโซะ กล้วยวิปครีม กินเสร็จนี่แทบจะพุ่งจริงๆ แล้วนะเนี่ย อุ >X<''
แล้ววันนี้เราก็ยังมีชีวิตไม่ปกติอีกเช่นเคย (จะปกติได้ไง ก็เอ็งผิดถิ่นมาอยู่แดนปลาดิบนี่ -w-') นอกจากเมื่อคืนนี้มีแผ่นดินไหวบ้านสั่นมากจนตื่น (ตรูง่วง!)ก็ไม่ได้ขึ้นรถไฟผิดคัน หรือเปลี่ยนสายผิดอีกนะคะ แต่วันนี้......


ไปเข้ากรุงมาล่ะ!!! >w< (เพิ่งได้ลงจากดอยเป็นครั้งแรก :P)

ตามนั้นค่ะ วันนี้ได้เข้าโตเกียวเป็นครั้งแรก ตอนแรกก็จะไปที่สวนสาธารณะโอมิยะหลังเลิกเรียนตามที่นัดมิวเอาไว้เมื่อวาน แต่ระหว่างคอยมิวก็เจอกับทานิเซนเซ พอเซนเซรู้เรื่องก็บอกว่าตอนนี้ที่โอมิยะยังเพิ่งบานไม่สวยเท่าไหร่หรอก แล้วเซนเซก็เช็คให้ว่าที่ไหนสวยบ้่าง วันนี้ที่สวนสาธารณะอุเอโนะในโตเกียวกำลังบานเต็มที่พอดี พวกเราก็เลยเปลี่ยนใจกันไปทั้งอย่างนั้นเลย 555

ไปขึ้นรถที่สถานีไซตามะชินโตชินก่อนค่ะ แล้วพอดีเจอรถด่วนพอดีเลยไปถึงสถานีอุเอโนะประมาณครึ่งชั่วโมง ขนาดนี้วันนี้เป็นวันศุกร์บ่าย คนก็เยอะแทบแย่แล้วนะเนี่ย พอไปถึงช็อตแรกที่เราได้มาก็คือ.....


Photobucket

เหมียวน้อยบนต้นซากุระล่ะ!!!


ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนมาก สังเกตได้จากจำนวนคน หุหุ เซเล็บชัดๆ

Photobucket


หลังจากนั้นไปกินโอโคโนมิยากิ (500 เยน อุ ราคาพอๆ กับโอเบนโตในเซเว่นเลยอ่ะ T^T)
Photobucket


หลังจากที่ถ่ายรูปกันอย่างเมามันได้สักพักประมาณร้อยกว่ารูปก็กลับบ้านกันค่ะ ขณะนั้นเวลาประมาณสี่โมงเย็น รถไฟเริ่มแน่นบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ คราวนี้ไม่ได้นั่งรถด่วนเลยใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงถึงจะถึงโอมิยะ หลังจากนั้นแยกกันกับมิวแล้วน่ังรถต่อมาที่อิชิโนวาริเหมือนเดิมค่ะ

ด้วยความที่วันนี้เดินและถ่ายรูปจนเหนื่อยหอบเลยขออัพรูปลงบล็อกเพียงแค่นี้ ส่วนที่เหลือเอาไปแปะไว้ในเฟสให้นะคะ ตั้งค่าให้ดูได้ทุกคนไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ
 
http://www.facebook.com/album.php?aid=351055&id=599166270&saved#!/album.php?id=599166270&aid=351055

Photobucket

วันอาทิตย์นี้.... มีไปโอฮานามิ (ดูซากุระ) แบบเป็นพิธีรีตรองแถวไซตามะอีกค่ะ ^w^/
นึกว่าวันนี้จะปกติซะแล้วแต่ตอนขากลับก็หลงทางอีกจนด้ายยยยย จะบร้าตาย T^T
 
เช้านี้ออกจากบ้านประมาณเจ็ดโมงครึ่งตามเคยเพราะจะถ่ายรูปไปพลางๆ ด้วย เริ่มจากที่สถานีอิชิโนวาริแถวบ้านเราก่อนค่า
 
Photobucket
 
ขนาดเป็นสถานีเล็กๆ นะเนี่ย คนพรึ่บเลย
 
 
วันนี้ได้นั่งไปตลอดทาง เลยได้นั่งสังเกตการณ์เหตุการณ์ในรถไฟ เด็กนักเรียนม.ปลายญี่ปุ่นเค้าแต่งตัวกันไงบ้าง (แอบอยากแต่งมั่ง ตั้งแต่ได้ AFS แล้วแต่ไม่ได้ไป T^T) กับสังเกตการณ์คนประกาศท้ายขบวน (ตอนนี้ติดนั่งตู้หญิงล้วนแล้วเพราะคนไม่แน่น เลยได้ดูเจ้าหน้าที่ในห้องควบคุม) เวลารถจอดเจ้าหน้าที่จะออกมาจากรถไฟขึ้นไปบนชานชลาแล้วคอยดูว่าผู้โดยสารขึ้นรถเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง เสร็จแล้วก็จะเดินไปกดปุ่มที่ติดอยู่บนกำแพงหรือเสาสถานีนั้นๆ เพื่อประกาศว่าประตูจะปิดแล้ว ให้ระวัง (*มีเพลงขึ้น* 「ドアが閉まります。ご注意下さい」) แล้วก็จะเดินกลับเข้ามากดปุ่มปิดประตูรถไฟทั้งขบวน ปิดประตูตัวเองดังปัง (ดังๆ จริงๆ สงสัยจะปิดเบาๆ จะปิดไม่สนิท) แล้วก็กดปุ่มอีกปุ่มนึงดัง "ปี๊ด" เบาๆ น่าจะเพื่อส่งสัญญาณบอกให้เจ้าหน้าที่ขบวนหน้าสุดออกรถ.... ประมาณนี้ค่ะ
 
มาถึงสถานีโอมิยะก็คนเยอะเช่นเคย แอบถ่ายได้มาอีกรูปนึง
 
Photobucket
 
แต่เพราะวางกล้องบนพุงแล้วถ่ายเลยได้มุมต่ำ ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะต้องเดินไปข้างหน้าตลอดค่ะ เดี๋ยวคนข้างหลัง (ข้างซ้าย ข้างขวา ทุกทิศทาง) รีบๆ เดี๋ยวจะโดนชนเอาได้ -w-'
 
วันนี้ไปถึงโรงเรียนเร็วหน่อยเลยได้นั่งพักเหนื่อยสักครู่ สักพักพี่จวนก็มา คาบแรกเรียนกับโอฉิริเซนเซเช่นเคย วันนี้เริ่มรู้เรื่องขึ้นมาอีกนิดส์นึง มีการบ้านด้วยล่ะ ถัดมาเรียนกับฟุจิมุระเซนเซ เป็นคนญี่ปุ่่นที่ไฮเปอร์มากอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน แถมเวลาบางทีคนจีนตอบผิดเซนเซก็จะพูด "ปู๋โหย่วๆ" ตลอด ฮากันทั้งคาบ ช่วงพักมิวเดินข้ึนมาหาบอกว่าหลังเลิกเรียนแล้วช่วยติวให้หน่อย เรียนไม่รู้เรื่อง ก็เลยตกลงจะสอนให้ (เค้าแอบอยากเป็นครูอยู่แล้วนี่นา >w<)
 
หลังเลิกเรียนคอยมิวเรียนคันจิอีกประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเดินไปหาอะไรกินที่เซเว่น (เจ้าเก่า) ด้วยกัน ระหว่างทางก็ได้รูปซากุระที่บานในที่สุดมาด้วยค่า! >W<
 
Photobucket
 
 
Photobucket
 
เสร็จแล้วเดินไปเซเว่น ข้าวกลางวันวันนี้เป็นยากิโทริ กับของหวานเป็นซากุระโมจิแบบคันไซค่า (เดี๋ยวพรุ่งนี้จะซื้อแบบคันโตมาลองกินเปรียบเทียบดูมั่ง)
 
Photobucket
 
Photobucket
 
ซากุระโมจิแบบคันไซ! อร่อยอ่าาาา >w<
 
หลังกินเสร็จก็นั่งสอนมิวอยู่จนถึงประมาณสี่โมงเย็น มิวบอกว่าเข้าใจขึ้นเยอะเลย แอบดีใจว่ามีคนเรียนกับเราแล้วรู้เรื่องด้วย >W< หลังจากนั้นก็เดินไปขึ้นรถไฟที่โอมิยะกัน
 
แล้ววันนี้เราก็ขึ้นรถไฟผิดอีก ตอนช่วงเปลี่ยนรถที่คาซีคาเบะดันขึ้นผิดเป็นรถด่วน ช่วงเวลานั้นจะกระโดดสองสถานีเลยไปลงที่เซ็นเก็นได เลยต้องนั่งรถกลับมาอีกที -w-'
 
แต่ก็โอเคล่ะ เป็นประสบการณ์อีกแบบนึง
 
ตบท้ายด้วยซากุระแถวโรงเรียนอีกรอบนึงค่ะ แต่คราวนี้มีประตูศาลเจ้าประกอบด้วย >w<
 
Photobucket
 
ว่าแต่..... พรุ่งนี้จะหลงทางหรือนั่งรถไฟผิดอีกมั้ยเนี่ย -w-
ในที่สุดวันนี้เราก็ได้ไปโรงเรียนกันซะทีหลังจากที่อยู่ขึ้นอืดที่บ้านมานานแสนนาน (กับไปเล่นสกีอีกนิดหน่อย) เช้านี้ตื่นหกโมง กินขนมปังปิ้งทาเนยไปสองแผ่น (ปรากฏว่าพอไปเรียนแล้วมันไม่พอแฮะ ท้องครืดคราดตลอดเลย T^T) นัดกับทานิเซนเซไว้ที่สถานีโอมิยะตอนแปดโมงครึ่งเพื่อที่จะเดินไปโรงเรียนพร้อมกัน เลยออกจากบ้านประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เผื่อเวลาเดินหลงทางอีกหน่อยนึง...
 
แล้วก็หลงทางจริงๆ อีกแล้วค่ะทุกท่าน T^T หลงเอามันตรงแถวๆ บ้านตามเคย คือปกติขากลับจะต้องลงฝั่งตรงข้ามแล้วเดินลงอุโมงค์ข้ามมาอีกฝั่งนึง ทีนี้ก็เลยคิด(ไปเอง)ว่าฝั่งเดียวกันกับบ้านมันก็ต้องมีจุดที่ซื้อตั๋วเหมือนกัน ตอนแรกก็เดินตามกระแสคน(ที่มากันเยอะแยะจากไหนไม่รู้)ข้ามไปอีกฝั่ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าฝั่งที่ต้องขึ้นมันคงจะฝั่งเดียวกับบ้านนี่หว่า ก็เลยเดินกลับไป เดินหาอยู่นานก็ยังไม่เจอ เลยชักแน่ใจแล้วว่าสงสัยมันคงต้องไปฝั่งตรงข้ามแน่ๆ ก็เลยเดินกลับไปซื้อตั๋วฝั่งตรงข้ามอีกรอบ ปรากฏว่ามันมีอุโมงค์ในสถานีเพื่อว่าหลังซื้อตั๋วตรงฝั่งนี้แล้วให้ข้ามไปยังชานชลาอีกฝั่งได้ค่ะ ช่างน่าสับสนจริงๆ T^T
 
สุดท้ายเราก็มาอยู่ชานชลาฝั่งที่ถูกต้อง (ฝั่งบ้าน) ได้สักที ก็คอยรถไฟอยู่สักพัก มีรถไฟด่วนแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็วสมความด่วนสองขบวน (ไม่จอด) หัวแทบปลิว นี่ถ้าเป็นเมืองไทยแล้วมีใครอุตริอยู่เลยเส้นเหลืองไปละก็มีหวังได้ตายแน่ๆ แล้วรถก็มาถึง นั่งไปต่อรถที่สถานีคาซึคาเบะก็ต้องข้ามไปยังอีกชานชลาเพื่อไปโอมิยะ วันนี้ขึ้นท้ายขบวนเลยได้อยู่ในตู้ผู้หญิงล้วน (ผู้ชายห้ามเข้าตู้นั้นเพื่อกันพวกโรคจิตค่ะ) รถไม่ค่อยแน่นแต่ไม่มีที่นั่งเลยต้องยืนไปตลอดทางประมาณครึ่งชั่วโมง แต่รถไฟที่นี่ก็แล่นเร็วดีค่ะ (ขนาดที่ว่าพอแล่นสวนกันยังดูดกันเอนจนรถโยก -w-')  ได้ยืนดูวิวทิวทัศน์รอบด้านไปพลาง กับซากุระที่กำลังเริ่มบานก็แปบเดียวค่ะ >w<
 
พอถึงโอมิยะปุ๊บก็ต้องละลานตากับแฟชั่นคนกรุงที่แต่งตัวที่อย่างกับจะไปงานศพ (สีดำเกือบหมด) หรือไม่ก็แต่งสีเทา เบจ เอาเป็นว่าถ้าแต่งสีแปร๊ดๆ ช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกป้าๆ ไม่ก็เด็กๆ แหละค่ะ และอย่างที่ทุกคนรู้ส่วนใหญ่ก็คือคนญี่ปุ่นเดินกันเร็วมาก อย่างกับจะแข่งเดินมาราธอนกันเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนแหละค่ะ เห็นนักเรียนม.ปลายกระหืดกระหอบวิ่งกันหน้าตั้งไปขึ้นรถไฟบ้างอะไรบ้างเพราะเดี๋ยวประตูมันจะปิดซะก่อน (สงสัยจะกลัวสาย) พอออกมายังไม่เห็นทานิเซนเซก็เลยเดินไปซื้อตั๋วเดือนของ PASMO มาใช้ก่อนค่ะเพราะมันจะถูกกว่า
 
แปดโมงครึ่งก็มาพร้อมกับการปรากฏตัวของทานิเซนเซ (เป๊ะมาก!) เดินไปโรงเรียนด้วยกันค่ะ ระหว่างเซนเซก็ชวนคุยบ้าง เราก็มองสิ่งรอบตัวไปด้วย คาดว่าเวลาชั่วโมงเร่งด่วนนี่ทุกคนจะเอาเวลาเป็นสำคัญก่อนกฎแน่ๆ มีแอบเห็นผู้ชายญี่ปุ่นบางคนไฟเขียวถนนโล่งก็เลยวิ่งข้ามถนนไปอย่างไม่กลัวตาย (สงสัยกุกลัวสายมากกว่า) เดินไปประมาณสิบนาทีก็ถึงโรงเรียนค่ะ
 
คลาสชั้นกลาง 2 วันนี้ที่พอจำชื่อได้ก็มีหลินที่เป็นคนจีน คิมมี่คนฟิลิปปินส์ แล้วก็พี่จวนคนไทย (สวรรค์ทรงโปรด *-*) ในคลาสส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีนเกือบหมดค่ะ แต่วันนี้รู้สึกนักเรียนจะมากันแค่ครึ่งเดียว คาบแรกเป็นวิชาคำศัพท์กับคันจิ สอนโดย 大知理 (โอฉิริ) เซนเซ (แอบคิดสกปรกนิดนึงว่าตอนเด็กๆ เซนเซเคยโดนล้อเลียนนามสกุลมั่งมั้ยนะ ใครที่เรียนญี่ปุ่นคงรู้นะคะว่าเสียงมันไปพ้องกับคำว่าอะไร :P) คาบสองเป็นวิชาไวยากรณ์กับการฟัง สอนโดยเซนเซอะไรก็ลืมไปแล้วซะงั้น (มัวแต่ไปจำโอฉิริ) แต่แอบยากทั้งคู่แหละค่ะ บางทีถามอะไรก็ตอบไม่ค่อยจะได้เล้ย เซ็ง ตั้งใจว่าจะต้องฟิตมากกว่านี้ซักหน่อยแล้ว
 
พอเที่ยงก็เลิกเรียนค่ะ เพราะหิวตลอดคาบเลยเดินไปกับพี่จวนกับคิมมี่ (สองคนกลับบ้านที่สถานีชินโตชิน) ไปเซเว่น แต่อย่านึกภาพว่าเป็นร้านสะดวกซื้อนะคะ ตรงใกล้ๆ นี่เป็นเซเว่นแบบห้างสรรพสินค้าเลยล่ะ ชั้นบนขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางค์ ชั้นล่างมีซุปเปอร์ขายเนื้อ ผัก ผลไม้และอื่นๆ อีกมากมาย ข้าวกลางวันวันนี้ได้เป็นโอเบ็นโตอีกแล้ว (เริ่มเบื่อ) กับซื้อซากุระโมจิกลับไปฝากมาม่าซังกล่องนึง (วันพรุ่งนี้จะลองซื้อกินเอง) ตอนซื้อก็ฟังแคชเชียร์ไม่รู้เรื่อง ก็ไฮ้ๆๆ เนียนๆไป ซื้อเสร็จออกมานั่งกินตรงม้านั่งด้านนอกอาบแดดให้มันอุ่นๆ ไปพลางๆ กินเสร็จก็เดินลากขากลับไปที่โอมิยะ แล้วก็กลับบ้านค่ะ (คราวนี้ไม่หลงแล้ว \^w^/)
 
พูดถึงตอนขากลับแล้วนึกถึงวันที่เรากลับมาจากเล่นสกี ช่วงที่กลับตอนนั้นก็ยังอยู่ในช่วงเร่งด่วนตอนเย็น (ช่วงปลายๆ) อยู่ประมาณสองทุ่ม ก็เห็นความเป็นระเบียบที่น่าชื่นชมของคนญี่ปุ่นอีกแล้ว คนที่กลับบ้านสายโทบุโนดะก็เยอะอยู่พอสมควร ชานชลาสายโทบุโนดะมีสองฝั่ง คือฝั่ง 1 กับฝั่ง 2 คือฝั่งไหนมาก่อนก็ขึ้นอันนั้น โชคดีที่เรายืนคอยตรงฝั่ง 1 ก็เลยได้ขึ้นก่อน พอทางสถานีประกาศปุ๊บว่ารถไฟจะมาฝั่งนั้นคนญี่ปุ่นก็ค่อยหันกลับมาต่อแถวด้านนี้กันอย่างเรียบร้อยมากกกกก ไม่มีการเบียดแซงคิวกันหรือเนียนไปเพิ่มแถวที่สองที่สามแบบที่ทำกันแถวๆ BTS สยามบ้านเราเลยแม้แต่น้อย พอรถไฟมาปุ๊บ แถวที่ยืนบังอยู่หน้าประตูรถไฟอยู่สองแถวก็ขยับแยกกันไปยืนอยู่ข้างๆ ประตูเพื่อให้คนบนรถลงมาก่อนโดยอัตโนมัติ (อย่างกับซ้อมกันมาก่อน!) เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมจริงๆ เพราะถ้าเป็นพี่ไทยก็จะมีบางคนเดินไปจ่อที่หน้าประตูเพื่อที่ตรูจะได้ขึ้นรถไปนั่งก่อนอย่างไม่อายใคร
 
วันนี้ตอนกลับ มีครอบครัวคุณยาย คุณแม่และลูกขึ้นมาบนรถ ผู้ชายที่นั่งข้างๆ เราก็ลุกให้นั่งอีก โอ้ออออ O_o
 
แถมตอนกลับมาถึงบ้านคุยกับมาม่าซัง มาม่าซังบอกว่าตำรวจที่นี่ถ้าทำผิดแล้วอยากจะยัดเงินละก็ ทำไม่ได้หรอกนะ! O_o
 
เรื่องความเป็นระเบียบต้องยกให้ญี่ปุ่นเค้าเลยล่ะ >/\<
 
ป.ล. เมื่อคืนดูทีวี มีอยู่รายการนึงเกี่ยวกับเรื่องเหลือเชื่อ มีภาพจากตลาดร่มหุบที่แม่กลองในเมืองไทยด้วยล่ะ ที่มีรถไฟแล่นผ่านกลางตลาดอ่ะค่ะ รถไฟมาก็เก็บกันใหญ่ รถไฟไปก็เอาร่มมากาง เอาของมาวางกันใหม่ มาม่าซังปาป้าซังหัวเราะกันใหญ่เลย >w<