แล้ววันนี้เราก็ยังมีชีวิตไม่ปกติอีกเช่นเคย (จะปกติได้ไง ก็เอ็งผิดถิ่นมาอยู่แดนปลาดิบนี่ -w-') นอกจากเมื่อคืนนี้มีแผ่นดินไหวบ้านสั่นมากจนตื่น (ตรูง่วง!)ก็ไม่ได้ขึ้นรถไฟผิดคัน หรือเปลี่ยนสายผิดอีกนะคะ แต่วันนี้......


ไปเข้ากรุงมาล่ะ!!! >w< (เพิ่งได้ลงจากดอยเป็นครั้งแรก :P)

ตามนั้นค่ะ วันนี้ได้เข้าโตเกียวเป็นครั้งแรก ตอนแรกก็จะไปที่สวนสาธารณะโอมิยะหลังเลิกเรียนตามที่นัดมิวเอาไว้เมื่อวาน แต่ระหว่างคอยมิวก็เจอกับทานิเซนเซ พอเซนเซรู้เรื่องก็บอกว่าตอนนี้ที่โอมิยะยังเพิ่งบานไม่สวยเท่าไหร่หรอก แล้วเซนเซก็เช็คให้ว่าที่ไหนสวยบ้่าง วันนี้ที่สวนสาธารณะอุเอโนะในโตเกียวกำลังบานเต็มที่พอดี พวกเราก็เลยเปลี่ยนใจกันไปทั้งอย่างนั้นเลย 555

ไปขึ้นรถที่สถานีไซตามะชินโตชินก่อนค่ะ แล้วพอดีเจอรถด่วนพอดีเลยไปถึงสถานีอุเอโนะประมาณครึ่งชั่วโมง ขนาดนี้วันนี้เป็นวันศุกร์บ่าย คนก็เยอะแทบแย่แล้วนะเนี่ย พอไปถึงช็อตแรกที่เราได้มาก็คือ.....


Photobucket

เหมียวน้อยบนต้นซากุระล่ะ!!!


ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนมาก สังเกตได้จากจำนวนคน หุหุ เซเล็บชัดๆ

Photobucket


หลังจากนั้นไปกินโอโคโนมิยากิ (500 เยน อุ ราคาพอๆ กับโอเบนโตในเซเว่นเลยอ่ะ T^T)
Photobucket


หลังจากที่ถ่ายรูปกันอย่างเมามันได้สักพักประมาณร้อยกว่ารูปก็กลับบ้านกันค่ะ ขณะนั้นเวลาประมาณสี่โมงเย็น รถไฟเริ่มแน่นบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ คราวนี้ไม่ได้นั่งรถด่วนเลยใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงถึงจะถึงโอมิยะ หลังจากนั้นแยกกันกับมิวแล้วน่ังรถต่อมาที่อิชิโนวาริเหมือนเดิมค่ะ

ด้วยความที่วันนี้เดินและถ่ายรูปจนเหนื่อยหอบเลยขออัพรูปลงบล็อกเพียงแค่นี้ ส่วนที่เหลือเอาไปแปะไว้ในเฟสให้นะคะ ตั้งค่าให้ดูได้ทุกคนไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ
 
http://www.facebook.com/album.php?aid=351055&id=599166270&saved#!/album.php?id=599166270&aid=351055

Photobucket

วันอาทิตย์นี้.... มีไปโอฮานามิ (ดูซากุระ) แบบเป็นพิธีรีตรองแถวไซตามะอีกค่ะ ^w^/
นึกว่าวันนี้จะปกติซะแล้วแต่ตอนขากลับก็หลงทางอีกจนด้ายยยยย จะบร้าตาย T^T
 
เช้านี้ออกจากบ้านประมาณเจ็ดโมงครึ่งตามเคยเพราะจะถ่ายรูปไปพลางๆ ด้วย เริ่มจากที่สถานีอิชิโนวาริแถวบ้านเราก่อนค่า
 
Photobucket
 
ขนาดเป็นสถานีเล็กๆ นะเนี่ย คนพรึ่บเลย
 
 
วันนี้ได้นั่งไปตลอดทาง เลยได้นั่งสังเกตการณ์เหตุการณ์ในรถไฟ เด็กนักเรียนม.ปลายญี่ปุ่นเค้าแต่งตัวกันไงบ้าง (แอบอยากแต่งมั่ง ตั้งแต่ได้ AFS แล้วแต่ไม่ได้ไป T^T) กับสังเกตการณ์คนประกาศท้ายขบวน (ตอนนี้ติดนั่งตู้หญิงล้วนแล้วเพราะคนไม่แน่น เลยได้ดูเจ้าหน้าที่ในห้องควบคุม) เวลารถจอดเจ้าหน้าที่จะออกมาจากรถไฟขึ้นไปบนชานชลาแล้วคอยดูว่าผู้โดยสารขึ้นรถเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง เสร็จแล้วก็จะเดินไปกดปุ่มที่ติดอยู่บนกำแพงหรือเสาสถานีนั้นๆ เพื่อประกาศว่าประตูจะปิดแล้ว ให้ระวัง (*มีเพลงขึ้น* 「ドアが閉まります。ご注意下さい」) แล้วก็จะเดินกลับเข้ามากดปุ่มปิดประตูรถไฟทั้งขบวน ปิดประตูตัวเองดังปัง (ดังๆ จริงๆ สงสัยจะปิดเบาๆ จะปิดไม่สนิท) แล้วก็กดปุ่มอีกปุ่มนึงดัง "ปี๊ด" เบาๆ น่าจะเพื่อส่งสัญญาณบอกให้เจ้าหน้าที่ขบวนหน้าสุดออกรถ.... ประมาณนี้ค่ะ
 
มาถึงสถานีโอมิยะก็คนเยอะเช่นเคย แอบถ่ายได้มาอีกรูปนึง
 
Photobucket
 
แต่เพราะวางกล้องบนพุงแล้วถ่ายเลยได้มุมต่ำ ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะต้องเดินไปข้างหน้าตลอดค่ะ เดี๋ยวคนข้างหลัง (ข้างซ้าย ข้างขวา ทุกทิศทาง) รีบๆ เดี๋ยวจะโดนชนเอาได้ -w-'
 
วันนี้ไปถึงโรงเรียนเร็วหน่อยเลยได้นั่งพักเหนื่อยสักครู่ สักพักพี่จวนก็มา คาบแรกเรียนกับโอฉิริเซนเซเช่นเคย วันนี้เริ่มรู้เรื่องขึ้นมาอีกนิดส์นึง มีการบ้านด้วยล่ะ ถัดมาเรียนกับฟุจิมุระเซนเซ เป็นคนญี่ปุ่่นที่ไฮเปอร์มากอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน แถมเวลาบางทีคนจีนตอบผิดเซนเซก็จะพูด "ปู๋โหย่วๆ" ตลอด ฮากันทั้งคาบ ช่วงพักมิวเดินข้ึนมาหาบอกว่าหลังเลิกเรียนแล้วช่วยติวให้หน่อย เรียนไม่รู้เรื่อง ก็เลยตกลงจะสอนให้ (เค้าแอบอยากเป็นครูอยู่แล้วนี่นา >w<)
 
หลังเลิกเรียนคอยมิวเรียนคันจิอีกประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเดินไปหาอะไรกินที่เซเว่น (เจ้าเก่า) ด้วยกัน ระหว่างทางก็ได้รูปซากุระที่บานในที่สุดมาด้วยค่า! >W<
 
Photobucket
 
 
Photobucket
 
เสร็จแล้วเดินไปเซเว่น ข้าวกลางวันวันนี้เป็นยากิโทริ กับของหวานเป็นซากุระโมจิแบบคันไซค่า (เดี๋ยวพรุ่งนี้จะซื้อแบบคันโตมาลองกินเปรียบเทียบดูมั่ง)
 
Photobucket
 
Photobucket
 
ซากุระโมจิแบบคันไซ! อร่อยอ่าาาา >w<
 
หลังกินเสร็จก็นั่งสอนมิวอยู่จนถึงประมาณสี่โมงเย็น มิวบอกว่าเข้าใจขึ้นเยอะเลย แอบดีใจว่ามีคนเรียนกับเราแล้วรู้เรื่องด้วย >W< หลังจากนั้นก็เดินไปขึ้นรถไฟที่โอมิยะกัน
 
แล้ววันนี้เราก็ขึ้นรถไฟผิดอีก ตอนช่วงเปลี่ยนรถที่คาซีคาเบะดันขึ้นผิดเป็นรถด่วน ช่วงเวลานั้นจะกระโดดสองสถานีเลยไปลงที่เซ็นเก็นได เลยต้องนั่งรถกลับมาอีกที -w-'
 
แต่ก็โอเคล่ะ เป็นประสบการณ์อีกแบบนึง
 
ตบท้ายด้วยซากุระแถวโรงเรียนอีกรอบนึงค่ะ แต่คราวนี้มีประตูศาลเจ้าประกอบด้วย >w<
 
Photobucket
 
ว่าแต่..... พรุ่งนี้จะหลงทางหรือนั่งรถไฟผิดอีกมั้ยเนี่ย -w-
ในที่สุดวันนี้เราก็ได้ไปโรงเรียนกันซะทีหลังจากที่อยู่ขึ้นอืดที่บ้านมานานแสนนาน (กับไปเล่นสกีอีกนิดหน่อย) เช้านี้ตื่นหกโมง กินขนมปังปิ้งทาเนยไปสองแผ่น (ปรากฏว่าพอไปเรียนแล้วมันไม่พอแฮะ ท้องครืดคราดตลอดเลย T^T) นัดกับทานิเซนเซไว้ที่สถานีโอมิยะตอนแปดโมงครึ่งเพื่อที่จะเดินไปโรงเรียนพร้อมกัน เลยออกจากบ้านประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เผื่อเวลาเดินหลงทางอีกหน่อยนึง...
 
แล้วก็หลงทางจริงๆ อีกแล้วค่ะทุกท่าน T^T หลงเอามันตรงแถวๆ บ้านตามเคย คือปกติขากลับจะต้องลงฝั่งตรงข้ามแล้วเดินลงอุโมงค์ข้ามมาอีกฝั่งนึง ทีนี้ก็เลยคิด(ไปเอง)ว่าฝั่งเดียวกันกับบ้านมันก็ต้องมีจุดที่ซื้อตั๋วเหมือนกัน ตอนแรกก็เดินตามกระแสคน(ที่มากันเยอะแยะจากไหนไม่รู้)ข้ามไปอีกฝั่ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าฝั่งที่ต้องขึ้นมันคงจะฝั่งเดียวกับบ้านนี่หว่า ก็เลยเดินกลับไป เดินหาอยู่นานก็ยังไม่เจอ เลยชักแน่ใจแล้วว่าสงสัยมันคงต้องไปฝั่งตรงข้ามแน่ๆ ก็เลยเดินกลับไปซื้อตั๋วฝั่งตรงข้ามอีกรอบ ปรากฏว่ามันมีอุโมงค์ในสถานีเพื่อว่าหลังซื้อตั๋วตรงฝั่งนี้แล้วให้ข้ามไปยังชานชลาอีกฝั่งได้ค่ะ ช่างน่าสับสนจริงๆ T^T
 
สุดท้ายเราก็มาอยู่ชานชลาฝั่งที่ถูกต้อง (ฝั่งบ้าน) ได้สักที ก็คอยรถไฟอยู่สักพัก มีรถไฟด่วนแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็วสมความด่วนสองขบวน (ไม่จอด) หัวแทบปลิว นี่ถ้าเป็นเมืองไทยแล้วมีใครอุตริอยู่เลยเส้นเหลืองไปละก็มีหวังได้ตายแน่ๆ แล้วรถก็มาถึง นั่งไปต่อรถที่สถานีคาซึคาเบะก็ต้องข้ามไปยังอีกชานชลาเพื่อไปโอมิยะ วันนี้ขึ้นท้ายขบวนเลยได้อยู่ในตู้ผู้หญิงล้วน (ผู้ชายห้ามเข้าตู้นั้นเพื่อกันพวกโรคจิตค่ะ) รถไม่ค่อยแน่นแต่ไม่มีที่นั่งเลยต้องยืนไปตลอดทางประมาณครึ่งชั่วโมง แต่รถไฟที่นี่ก็แล่นเร็วดีค่ะ (ขนาดที่ว่าพอแล่นสวนกันยังดูดกันเอนจนรถโยก -w-')  ได้ยืนดูวิวทิวทัศน์รอบด้านไปพลาง กับซากุระที่กำลังเริ่มบานก็แปบเดียวค่ะ >w<
 
พอถึงโอมิยะปุ๊บก็ต้องละลานตากับแฟชั่นคนกรุงที่แต่งตัวที่อย่างกับจะไปงานศพ (สีดำเกือบหมด) หรือไม่ก็แต่งสีเทา เบจ เอาเป็นว่าถ้าแต่งสีแปร๊ดๆ ช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกป้าๆ ไม่ก็เด็กๆ แหละค่ะ และอย่างที่ทุกคนรู้ส่วนใหญ่ก็คือคนญี่ปุ่นเดินกันเร็วมาก อย่างกับจะแข่งเดินมาราธอนกันเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนแหละค่ะ เห็นนักเรียนม.ปลายกระหืดกระหอบวิ่งกันหน้าตั้งไปขึ้นรถไฟบ้างอะไรบ้างเพราะเดี๋ยวประตูมันจะปิดซะก่อน (สงสัยจะกลัวสาย) พอออกมายังไม่เห็นทานิเซนเซก็เลยเดินไปซื้อตั๋วเดือนของ PASMO มาใช้ก่อนค่ะเพราะมันจะถูกกว่า
 
แปดโมงครึ่งก็มาพร้อมกับการปรากฏตัวของทานิเซนเซ (เป๊ะมาก!) เดินไปโรงเรียนด้วยกันค่ะ ระหว่างเซนเซก็ชวนคุยบ้าง เราก็มองสิ่งรอบตัวไปด้วย คาดว่าเวลาชั่วโมงเร่งด่วนนี่ทุกคนจะเอาเวลาเป็นสำคัญก่อนกฎแน่ๆ มีแอบเห็นผู้ชายญี่ปุ่นบางคนไฟเขียวถนนโล่งก็เลยวิ่งข้ามถนนไปอย่างไม่กลัวตาย (สงสัยกุกลัวสายมากกว่า) เดินไปประมาณสิบนาทีก็ถึงโรงเรียนค่ะ
 
คลาสชั้นกลาง 2 วันนี้ที่พอจำชื่อได้ก็มีหลินที่เป็นคนจีน คิมมี่คนฟิลิปปินส์ แล้วก็พี่จวนคนไทย (สวรรค์ทรงโปรด *-*) ในคลาสส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีนเกือบหมดค่ะ แต่วันนี้รู้สึกนักเรียนจะมากันแค่ครึ่งเดียว คาบแรกเป็นวิชาคำศัพท์กับคันจิ สอนโดย 大知理 (โอฉิริ) เซนเซ (แอบคิดสกปรกนิดนึงว่าตอนเด็กๆ เซนเซเคยโดนล้อเลียนนามสกุลมั่งมั้ยนะ ใครที่เรียนญี่ปุ่นคงรู้นะคะว่าเสียงมันไปพ้องกับคำว่าอะไร :P) คาบสองเป็นวิชาไวยากรณ์กับการฟัง สอนโดยเซนเซอะไรก็ลืมไปแล้วซะงั้น (มัวแต่ไปจำโอฉิริ) แต่แอบยากทั้งคู่แหละค่ะ บางทีถามอะไรก็ตอบไม่ค่อยจะได้เล้ย เซ็ง ตั้งใจว่าจะต้องฟิตมากกว่านี้ซักหน่อยแล้ว
 
พอเที่ยงก็เลิกเรียนค่ะ เพราะหิวตลอดคาบเลยเดินไปกับพี่จวนกับคิมมี่ (สองคนกลับบ้านที่สถานีชินโตชิน) ไปเซเว่น แต่อย่านึกภาพว่าเป็นร้านสะดวกซื้อนะคะ ตรงใกล้ๆ นี่เป็นเซเว่นแบบห้างสรรพสินค้าเลยล่ะ ชั้นบนขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางค์ ชั้นล่างมีซุปเปอร์ขายเนื้อ ผัก ผลไม้และอื่นๆ อีกมากมาย ข้าวกลางวันวันนี้ได้เป็นโอเบ็นโตอีกแล้ว (เริ่มเบื่อ) กับซื้อซากุระโมจิกลับไปฝากมาม่าซังกล่องนึง (วันพรุ่งนี้จะลองซื้อกินเอง) ตอนซื้อก็ฟังแคชเชียร์ไม่รู้เรื่อง ก็ไฮ้ๆๆ เนียนๆไป ซื้อเสร็จออกมานั่งกินตรงม้านั่งด้านนอกอาบแดดให้มันอุ่นๆ ไปพลางๆ กินเสร็จก็เดินลากขากลับไปที่โอมิยะ แล้วก็กลับบ้านค่ะ (คราวนี้ไม่หลงแล้ว \^w^/)
 
พูดถึงตอนขากลับแล้วนึกถึงวันที่เรากลับมาจากเล่นสกี ช่วงที่กลับตอนนั้นก็ยังอยู่ในช่วงเร่งด่วนตอนเย็น (ช่วงปลายๆ) อยู่ประมาณสองทุ่ม ก็เห็นความเป็นระเบียบที่น่าชื่นชมของคนญี่ปุ่นอีกแล้ว คนที่กลับบ้านสายโทบุโนดะก็เยอะอยู่พอสมควร ชานชลาสายโทบุโนดะมีสองฝั่ง คือฝั่ง 1 กับฝั่ง 2 คือฝั่งไหนมาก่อนก็ขึ้นอันนั้น โชคดีที่เรายืนคอยตรงฝั่ง 1 ก็เลยได้ขึ้นก่อน พอทางสถานีประกาศปุ๊บว่ารถไฟจะมาฝั่งนั้นคนญี่ปุ่นก็ค่อยหันกลับมาต่อแถวด้านนี้กันอย่างเรียบร้อยมากกกกก ไม่มีการเบียดแซงคิวกันหรือเนียนไปเพิ่มแถวที่สองที่สามแบบที่ทำกันแถวๆ BTS สยามบ้านเราเลยแม้แต่น้อย พอรถไฟมาปุ๊บ แถวที่ยืนบังอยู่หน้าประตูรถไฟอยู่สองแถวก็ขยับแยกกันไปยืนอยู่ข้างๆ ประตูเพื่อให้คนบนรถลงมาก่อนโดยอัตโนมัติ (อย่างกับซ้อมกันมาก่อน!) เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมจริงๆ เพราะถ้าเป็นพี่ไทยก็จะมีบางคนเดินไปจ่อที่หน้าประตูเพื่อที่ตรูจะได้ขึ้นรถไปนั่งก่อนอย่างไม่อายใคร
 
วันนี้ตอนกลับ มีครอบครัวคุณยาย คุณแม่และลูกขึ้นมาบนรถ ผู้ชายที่นั่งข้างๆ เราก็ลุกให้นั่งอีก โอ้ออออ O_o
 
แถมตอนกลับมาถึงบ้านคุยกับมาม่าซัง มาม่าซังบอกว่าตำรวจที่นี่ถ้าทำผิดแล้วอยากจะยัดเงินละก็ ทำไม่ได้หรอกนะ! O_o
 
เรื่องความเป็นระเบียบต้องยกให้ญี่ปุ่นเค้าเลยล่ะ >/\<
 
ป.ล. เมื่อคืนดูทีวี มีอยู่รายการนึงเกี่ยวกับเรื่องเหลือเชื่อ มีภาพจากตลาดร่มหุบที่แม่กลองในเมืองไทยด้วยล่ะ ที่มีรถไฟแล่นผ่านกลางตลาดอ่ะค่ะ รถไฟมาก็เก็บกันใหญ่ รถไฟไปก็เอาร่มมากาง เอาของมาวางกันใหม่ มาม่าซังปาป้าซังหัวเราะกันใหญ่เลย >w<
ขอรวบทั้งสามวันนี้เข้าด้วยกันเลยนะคะเพราะวันที่สามกับห้าอยู่แต่ที่บ้านเลยไม่ค่อยมีอะไรมาก นอกจากเพิ่งได้ลองกินสตรอว์เบอร์รี่กับนมข้นเป็นครั้งแรกในชีวิตหลังจากที่เคยอ่านจากในหนังสือของพี่โบว์มา อร่อยจริงๆ ค่ะ วันหลังกลับไปเมืองไทยคงต้องกินอีก ^w^
 
ทีนี้วันที่น่าสนใจคงต้องเป็นวันที่สี่ เด็กไทยรุ่นนี้เพียงห้าชีวิตไปเล่นสกีกัน! ตอนเช้าไปเจอกันที่สถานีโอมิยะตรงรูปปั้นต้นถั่ว (ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอย่างนั้น แต่รูปร่างดูเหมือนสาย DNA ยังไงก็ไม่รู้ -w-') ตอนเช้าแทบตื่นไม่ทันไปขึ้นรถไฟ ขนาดตื่นตีสี่ครึ่งนะน่ะ เสร็จแล้วพอไปถึงโอมิยะก็เจอทานิเซนเซคอยอยู่พอดี คอยสักพักทุกคนก็เริ่มทยอยๆ กันมาจนครบ จากนั้นก็นั่งรถไปรับเพื่อนอีกคนแล้วก็มุ่งน่าสู่ทัมบาระสกีรีสอร์ท จังหวัดกุนมะกันค่ะ ^w^
 
ใช้เวลาสักพักเลยกว่าจะถึง ระหว่างทางก็แวะจุดพักรถ ก่อนขึ้นเขาก็แวะไปซื้อโอเบนโตะเป็นข้าวกลางวันที่เซเว่นด้วย (เพราะข้างบนมันแพง) หลังจากไต่ขึ้นเขาไปสักพักก็เริ่มจะเห็นหิมะเป็นครั้งที่สองในชีวิต พอไปถึงที่ทัมบาระเดินไปในก็เจอแต่หิมะตลอดค่ะ ก่อนอื่นก็ไปเช่าชุดสกีกับสกีกันค่ะ หลังจากนั้นก็ได้เวลาเจ็บตัวกันล่ะ หุๆ -w-'
 
สกีก็คล้ายๆ กับไอซ์สเกตนะคะ ลื่นน้อยกว่า แต่ควบคุมได้ยากกว่า ของเรากับแพรรองเท้าหลวมไปหน่อยเลยกลายเป็นว่าเบรกไม่ได้! เวลาเล่นก็เลยต้องใช้วิธีเลี้ยวหยุดเอา ตอนแรกก็เล่นอยู่ชั้นแรกสนุกๆ ดีอยู่หรอก ล้มไปสองครั้ง ครั้งแรกเพราะเร็วเกินเลยป๊อดล้มดีกว่า ครั้งสองสะดุดเนินแล้วทรงตัวไม่อยู่ แต่ละครั้งล้มทีก็โดนแรงเฉื่อยลากไปไกลพอสมควร ดึงเอาซะเส้นเคล็ดกันเลยทีเดียว แต่โดยรวมเล่นชั้นหนึ่งแล้วสนุกมากกกกก
 
ปัญหาคือ หลังจากที่เราพักกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว ทานิเซนเซชวนไปเล่นชั้นสาม ตอนแรกก็ลังเลใจอยู่เพราะว่าของเรามันเบรกไม่ได้เนี่ยแหละเลยไม่กล้า แต่ทานิเซนเซบอกว่าง่ายๆ ไม่เป็นไรหรอก ไอ้เราก็ดันหลงเชื่อ เพราะอีกอย่างบนแผนที่มันมีหลายเส้นทาง มีอยู่เส้นทางนึงเป็นสำหรับฝึกหัดก็เลยคิดว่าเออคงไม่เป็นไร ก็เลยขึ้นไปกับแพร (มิวซึ่งเคยเล่นแล้วไม่ต้องถาม ขึ้นไปเอง ส่วนแยมกับเมย์อยู่ที่ชั้นหนึ่ง) หลังจากขึ้นไปชั้นสามก็ลองเล่นดู แล้วก็ยังคงเบรกไม่ได้เหมือนเดิม! ข้างบนชันมากแถมทางแคบ ทางซ้ายเป็นกำแพงหิมะเตี้ย ส่วนทางขวาเป็นเหว -w-'
 
ทีนี้พอลองเล่นดูมันไปเร็วเว่อกว่าชั้นหนึ่งเยอะมากกก ป๊อดแบบไม่ต้องห่วง จะเลี้ยวเบรกก็ไม่ได้เพราะเสียวจะหลุดโค้งตกเหวไปซะ ก็เลยต้องเบรกด้วยร่างกายตัวเอง (ล้มเอง) แต่ด้วยความที่มันชันยิ่งกว่าก็เลยยิ่งล้มแรงขึ้น มีอยู่ทีนึงล้มจนกลิ้งตีลังกาม้วนหลังไปจนมึนหัวเลยทีเดียว ทานิเซนเซก็ยังใจเย็นอุตส่าห์พยายามเชียร์ให้ลองเบรกดูอีก แต่ยังไงเรากับแพรก็ทำไม่ได้ล้มลุกคลุกคลานกันไปสามสี่ทีเบ็ดเสร็จ ใครที่ว่าคนญี่ปุ่นขี้เกรงใจก็คงจริงอยู่แต่พอเห็นอะไรแปลกหน่อยก็หัวเราะกันแบบหมดความเกรงใจไปเลย เรากับแพรโดนทานิเซนเซถ่ายรูปท่าล้มอุบาทว์ไปหลายรูปมาก (ตรูนี่โดนท่ากบตลอด T^T) แถมบางทีพวกวัยรุ่นเล่นสโนว์บอร์ดยังหยุดหัวเราะ ชี้โบ๊ชี้เบ๊กันอีกตะหาก (สำหรับญี่ปุ่นการชี้คนอื่นมันเสียมารยาทไม่ใช่เรอะ!) ตอนหลังเราใช้วิธีเบรกขนานกับทางลาดเลยลงมาได้ก่อนแพร แต่มีจังหวะนึงมันชันมากจนต้องตัดใจถอดสกีแล้วเดินลงจนกระทั่งถึงระดับที่คิดว่าพอโอแล้วก็ใส่ใหม่แล้วค่อยเล่นต่อ
 
สรุปพอหลังจากลงมาได้แล้วก็หมดเวลาเล่นช่วงบ่ายพอดี ฮืออออ T^T
 
หลังจากกลับจากทัมบาระแล้วเซนเซก็ไปส่งเรากับมิวที่โอมิยะ จากนั้นก็ขึ้นรถไฟกลับบ้านเองคนเดียว คนญี่ปุ่นมันไม่คุยกันบนรถไฟจริงๆ ด้วยแฮะ มีแต่คนหลับ อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ก็ควักมือถือมาส่งเมลกันเต็ม พอถึงคาซึคาเบะก็ต้องไปถามทางคนอื่นอีกว่าต่อไปสถานีอิชิโนะวาริต้องเดินไปชานชลาไหน คนญี่ปุ่นก็ใจดีมากพยายามช่วยเต็มที่ พอถึงสถานีก็ดันหลังทางว่าบ้านตรูมันอยู่ฝั่งไหนฟะเนี่ย O_o'' เดินวนอยู่สักพักก็ไปถามลุงคนนึงว่าบ้านโอคุมะที่ชั้นล่างเป็นที่จอดจักรยานอยู่ตรงไหน ลุงแกก็ใจดีอุตส่าห์เดินพามาส่งให้จนได้ สรุปถึงบ้านประมาณสามทุ่ม กินข้าวเสร็จอาบน้ำก็ได้นอนประมาณห้าทุ่มพอดี
 
วันนี้ได้เรียนรู้บทเรียนที่ว่า กรุณาอย่าเชื่ออะไรที่โปรพูดว่าง่าย (ทานิเซนเซเป็นโปรสกี) เพราะยังไงมันก็ยากสำหรับเราอยู่ดีล่ะ T^T
วันนี้วันเสาร์เลยไม่มีอะไรเท่าไหร่ นอกจากแผ่นดินไหวระดับ 5 (แถวที่อยู่สั่นระดับ 3) ครั้งแรกในชีวิตกับความรู้ที่ว่าแซลมอนที่นี่ถูกมาก -w-'

เช้านี้ตื่นขึ้นมาตอนประมาณ 6 โมง เลยปิ้งขนมปังกินกับซอสช็อกโกแลตของเฮอร์ชีย์ สักพักประมาณเจ็ดโมงครึ่งมาม่าซังกับปาป้าซังก็ตื่น เช้านี้มาม่าซังทำพิซซ่าโทสต์ (ขนมปังปิ้งหน้าผักร้านซอสพิซซ่ากับซีส) ให้ทาน กับน้ำกล้วยปั่น หลังจากนั้นเล่นคอมสักพัก มาม่าซังก็ชวนออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์ วันนี้มาม่าซังจะทำราเม็งให้ทาน แซลมอนที่นี่ถูกมาก สองชิ้นใหญ่ๆ แพคละประมาณ 90 บาท (ถ้าเมืองไทยคงได้แค่เศษแซลมอน)

หลังจากกลับมาถึงบ้านมาม่าซังออกไปข้างนอกอีกรอบเพราะลืมเอาพาสปอร์ตไป ตอนไปติดต่อบริษัทนำเที่ยว (มาม่าซังจะไปงานแต่งงานลูกสาวที่ฮาวายเดือนมิถุนา) เลยอัพรูปลงเฟสแล้วก็เล่นคอม เวลา 16:56 (เมืองไทย 14:49) สักพักอยู่ๆ บ้านก็สั่นๆ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นเพราะรถไฟหรือเปล่า (บ้านอยู่ข้างสถานี ปกติเวลามีรถไฟบ้านก็จะสั่นบ้างในบางครั้ง) แต่ก็คิดอีกทีว่าถึงกับตู้สั่นเลยเรอะ สั่นนานด้วยเลยกระโดดมุดใต้โต๊ะในทันที สักพักก็สงบลง มาม่าซังก็กลับมาถึงบ้านพอดี บอกว่าเมื่อกี้แผ่นดินไหวใช่มั้ย พอเปิดทีวีก็ปรากฏว่าใช่ ศูนย์กลางอยู่ที่อิบารากิ (ข้างจังหวัดตรูเลย -0-') แรงสั่นสะเทือนระดับห้า แถวไซตามะสั่นระดับสาม ยอมรับว่าตกใจจนใจสั่นเลยนะเนี่ย แต่ยังดีที่มีสติพอที่จะป้องกันตัวเองได้ก่อน อีกทีนึงมีอาฟเตอร์ช็อคตอนประมาณหกโมง สั่นเล็กน้อย ลองเข้าไปดูเรื่ิองหน่วยวัดระดับแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นที่เรียกว่า 震度 (ชินโดะ) ในวิกิพีเดีย สำหรับระดับสามบรรยายไว้ว่า "Felt by most people indoors. Some people are frightened." ตรูนี่เอง O_o''

ตกเย็นกินราเม็งฝีมือมาม่าซัง อร่อยมากกกกก (อร่อยกว่าที่ไทยอีก ^W^) ระหว่างกินก็มีอาฟเตอร์ช็อกอีกประมาณ 2 ครั้ง แต่คนที่นี่เหมือนชิวกันแล้วถ้าเป็นระดับเบาๆ ตอนนี้ก็ชักจะชินแล้วล่ะค่ะ....

วันนี้นอนเร็วอีกเหมือนเดิม เริ่มติดใจฟุตงซะแล้วสิ อยากได้กลับมาเมืองไทยมั่งจัง >W<